วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

[SF] Super Wife มนุษย์เมีย











รักเมียต้องอดทน ต้องเป็นคนเคารพเมีย

รักเมียต้องส่งเสีย อย่าให้เมียต้องสงสัย

รักเมียต้องรักเดียว อย่าได้เที่ยวไปรักใคร

รักเมียต้องทำใจ ถึงอย่างไรเธอก็เมีย














....คนรักเมีย...


คำๆนี้อธิบายทุกอย่างได้ดีเกี่ยวกับตัวเขา ถือเป็นคำนิยามของแฟมิลี่แมนอย่าง อู๋ อี้ฟาน...
คริส...หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดทองคำจีนที่เข้ามาลงทุนที่ประเทศเกาหลีใต้ได้หลายปีแล้ว เป็นคนๆนึงที่มีชีวิตเพอร์เฟคอย่างเหลือเชื่อ เรียนจบจากเมืองนอก ฐานะร่ำรวย รูปหล่อ การงานมั่นคง อายุ30นิดๆพอดูภูมิฐานมีหน้ามีตาในสังคม แวดวงธุรกิจ....และที่สำคัญยังมีเมียอายุ20ต้นๆไว้เป็นหน้าตาสำหรับวงการนักธุรกิจกินเด็กอีกด้วย...
แต่สำหรับอี้ฟานมันต่างออกไปนิดหน่อยเพราะเด็กในสังกัดนักธุรกิจทั่วไปจะเป็นสาวๆมหาวิทยาลัย หรือพริตตี้นางแบบ ซึ่งพวกเธอก็จะคอยเอาใจบรรดาผู้สูงอายุขาดความอบอุ่นอย่างดีเพราะแรงเงินที่มีให้ใช้ไม่ขาดมือ บางคนก็เป็นขาจรบ้างหละพอได้ของที่ต้องการก็ชิ่งหนีไป บางคนซื่อสัตย์หน่อยก็อยู่ยาวได้บ้านได้รถกันไป แต่มันแตกต่างออกไปสำหรับคริส... เพราะเมียเขาไม่ใช่แค่เด็กๆคบเล่นๆ เมียที่อยู่ด้วยกันมาสามปี...





ยอดมนุษย์เมีย จาง อี้ชิง...















+














“ที่รัก สิบโมงแล้วเอาผ้าไปตากให้หน่อย เค้าทำเล็บอยู่เดินไม่ได้....” สุ่มเสียงหวานจ๋อยดังมาจากคนตัวเล็กที่นั่งอยู่หน้าทีวีเรียกความสนใจจากอู๋ฟานที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่เก้าอี้หวายอย่างผ่อนคลาย ชายหนุ่มพับหนังสือพิมพ์ในมือวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วกาแฟก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านโดยที่ไม่ลืมปิดบานเลื่อนกระจกกันแอร์ไหล
อี้ฟานได้แต่คิดในใจว่าเมื่อไหร่เมียของเขาจะขัดสีฉวีวันตัวเองเสร็จสักที เมื่อเช้าบอกให้ชงกาแฟให้หน่อยก็มัวแต่อาบน้ำนานเป็นชั่วโมงจนเขาต้องไปชงเอง แถมยังมีหน้าตะโกนออกมาจากห้องน้ำให้เอาผ้าในตะกร้าไปลงเครื่องซักผ้า แล้วนี่ก็กำลังจะใช้เขาให้ตากผ้าอีกแล้ว... อี้ฟานเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่หรอ...

ไม่น่าแปลกใจที่ว่าทำไมคนรวยมหาศาลอย่างคริสถึงไม่จ้างคนใช้สัก2-3คนมาดูแลคฤหาสน์หลังงามฟู่ฟ่าเหมือนในหนังละครหลังข่าว เพราะบ้านที่เขาอยู่มันเป็นเพียงบ้านสองชั้นเล็กๆดีไซน์น่ารักกับสนามหญ้ากว้างๆที่เอาไว้ปลูกต้นไม้สวยงามเท่านั้น คริสอาศัยอยู่กับอี้ชิงแค่สองคนเพราะพ่อแม่เขาก็มีบ้านมีธุรกิจอยู่แล้วเลยไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูอะไรถึงจะกลับไปหาบ้างนานๆที อี้ชิงเป็นคนจีนเหมือนกันกับเขาและไม่ชอบความหรูหราโอเวอร์ชนิดบ้านหลังเท่าวัง 15ห้องนอน18ห้องน้ำ ที่จอดรถอีกหลายสิบคันมันไม่ใช่แบบนั้น
อีกอย่างคริสก็ทำงานที่บ้านเป็นส่วนใหญ่แค่คอยเช็คราคาหุ้นและฟังรายงานจากเลขาก่อนจะตัดสินใจลงทุนแค่นั้น มันทำให้เขามีเวลาว่างอยู่กับเมียทั้งวี่ทั้งวัน จะให้จ้างคนใช้มันก็ไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่ที่คริสไม่ค่อยเข้าใจคือทำไมเขาต้องเป็นคนทำงานบ้าน....

“นี่ วันนี้พี่อุตส่าอยู่บ้าน อี้ช่วยกันดูแลบ้านหน่อยสิ” คนตัวสูงเดินอาดๆเข้าไปนั่งข้างภรรยาตัวเล็กที่กำลังใช้ที่ตะไบเล็บตะไบเล็บเท้าอยู่อย่างเมามัน พร้อมกับขวดครีมบำรุงอะไรตออะไรบนโต๊ะมากมาย เยอะจนขนาดถ้าไม่บอกว่ามันเอาไว้บำรุงแค่เล็บเท้าอย่างเดียวคริสจะคิดว่ามันเอาไว้ทาตั้งแต่หน้ายันเท้า

“เค้าไม่ว่างอ่ะ พี่ไปตากผ้าเร็วๆสิเดี๋ยวเสื้อเหม็นอับ” จาง อี้ชิงเร่งเร้าเพราะเขากลัวว่าเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้ในตู้อบนานๆมันจะทำให้เสื้อเหม็น จะใส่ทีก็ต้องฉีดน้ำหอมที เผลอๆต้องซักใหม่ทั้งตะกร้า

“เป็นเมียอยู่บ้านก็ต้องดูแลบ้าน ไม่ใช่หน้าที่หัวหน้าครอบครัว” คริสว่าอย่างไม่ยอมแพ้พร้อมกับยกเท้าขึ้นวางบนโต๊ะกระจกเตี้ยๆอย่างอวดเก๊กวางอำนาจ แต่เพราะขาที่ยืดยาวเก้งก้างทำให้ปลายเท้าของเขามันไปชนกับขวดอะไรของอี้ชิงบนโต๊ะจนล้มระเนระนาด แถมกระปุกครีมเตี้ยๆที่ถูกเปิดไว้ก็ยังมีอะไรหกออกมาอีกด้วย

“พี่คริส! อะไรของพี่เนี่ย เอาขาลงไปเลยเห็นไหมอะไรของเค้ามันหกหมดแล้ว โอ้ย~” อี้ชิงแทบจะทิ้งที่ตะไบเล็บลงพื้นเมื่อเห็นกระปุกครีมนวดเท้าราคาแพงกำลังจะหกและมันเป็นของที่ต้องออเดอร์นานถึงสองเดือนกว่าจะได้มา แล้วอยู่ๆคริสก็มาบ่นบ้าบออะไรงึมงัมแถมยังพาลเอาเท้าขึ้นไปเขี่ยข้าวของของเขาอีกด้วย อี้ชิงจะโกรธแล้วนะ!

“ไปทำงานบ้านซะบ้างสิ สนใจแต่อะไรก็ไม่รู้” คนตัวสูงยังเรียกร้องความสนใจไม่เลิกลาเมื่อเห็นว่าเมียของเขาไม่ได้ใส่ใจแถมยังต่อว่าสามีด้วยท่าทีรำคาญอีกด้วย




“พี่! เป็นอะไรเนี่ย! อี้บอกให้ไปตากผ้า!!”



เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจดังโครมเมื่ออี้ชิงโมโหจนตะคอกใส่สามีเสียงดัง คริสหน้าเหวอเล็กน้อยก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูงจนค้ำหัวคนตัวเล็ก จ้องมองลงไปในดวงตาที่ขุ่นเคืองแล้วเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงโอนอ่อนหวังให้ภรรยาใจเย็นลง




“จ้ะ...จะไปเดี๋ยวนี้”....




“โอ้ย~ พี่อ่า...มากวนเค้าอยู่นั่นแหละ ไปทำตั้งแต่ทีแรกก็จบเรื่อง มาบ่นอะไรก็ไม่รู้แถมยังพาลอีก บ้าอำนาจคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากใหน ไปเลย รีบไปทำถ้าชักช้าอี้จะให้ถูบ้านด้วย” เสียงคนตัวเล็กบ่นหงุมหงิมพร้อมกับก้มลงเก็บขวดผลิตภัณฑ์เสริมความงามมาจัดเรียงใหม่บนโต๊ะและคริสเชื่อว่าอี้ชิงจะบ่นอีกยาวเป็นหมีกินผึ้งไปหลายชั่วโมง เขาจึงเลือกที่จะไปทำตามคำสั่งเมียเพราะไม่อยากเถียงด้วย แต่เขาไม่ได้กลัวว่าจะได้ถูบ้านหรอก


เพราะเมื่อเช้าคริสถูไปแล้ว.....




.


.


.


.


.


.

เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวสุดท้ายถูกสบัดก่อนจะนำใส่ไม้แขวนแล้วนำไปแขวนบนราวตากท่ามกลางแดดจัดๆของช่วงสาย เพราะผ้าในตะกร้ามีไม่มากคริสจึงใช้เวลาไม่นานจัดการมัน เป็นเวลาเดียวกับที่เขาเห็นคนตัวเล็กกำลังเก็บของพอดี คงจะทำเล็บทำอะไรเสร็จแล้ว คริสเดินไปเปิดบานเลื่อนกระจกกลับเข้ามาในบ้าน แล้วกะว่าจะดูข่าวช่วงสายเกี่ยวกับการชุมนุมที่รัฐโอไฮโอสักหน่อยเผื่อมันอาจมีผลกับเศรษฐกิจของสหรัฐและทำให้ตลาดหุ้นปั่นตกลง
อี้ฟานเดินไปหยิบรีโมตกดเปิดทีวีและเปลี่ยนเป็นช่องที่คุ้นเคย เสียงนักข่าวคุ้นหูยังรายงายข่าวในประเทศยังไม่ถึงช่วงเศรษฐกิจโลก เขาเห็นอี้ชิงเดินถือแก้วน้ำยิ้มหวานออกมาจากห้องครัวก่อนจะนั่งลงข้างๆแล้วยื่นน้ำเย็นให้พร้อมกับเสียงหวานๆ

“ที่รัก วันนี้น่ารักมากเลย เดี๋ยวเค้าจะให้รางวัล เค้าจะพาที่รักออกไปเที่ยวห้างตอนบ่าย เตรียมอาบน้ำรอเลยนะ” ว่าแล้วก็ซบหัวทุยๆลงบนไหล่กว้างอย่างน่ารักจนคนตัวสูงต้องยกแขนขึ้นโอบไหล่อย่างอดไม่ได้พร้อมกับรับน้ำเย็นๆมาดื่ม

เขานึกไม่ออกว่าเขาบอกเมื่อไหร่ว่าอยากไปเที่ยว?


“ไม่ต้องหรอก อยู่บ้านเนี่ยแหละ” คริสชอบอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปเที่ยวไหน เขาถึงถูกเรียกว่าแฟมิลี่แมนเพราะนิสัยรักสันโดษรักครอบครัว แต่ครอบครัวของเขามีเมียแค่คนเดียวเลยดูเหมือนเป็นคนติดเมียไปซะอย่างนั้น

“โถ่~ ไปเถอะนะ นะๆๆ” อี้ชิงใช้แขนสองข้างกอดเอวหนาแล้วเขย่าไปมาเหมือนเด็กๆ พอเห็นท่าทางแบบนั้นคริสก็นึกอ๋อในใจขึ้นมาทันที จริงๆแล้วอี้ชิงคงไม่ได้อยากจะพาเขาไปเที่ยว แต่ตัวเองอยากไปเที่ยวเองมากกว่า...

นอกจากใช้ให้ทำงานบ้านทั้งวันแล้วยังจะมาหลอกให้เขาขับรถพาออกไปถลุงตังค์ข้างนอกอีก...ร้ายจริงๆ จาง อี้ชิง...


“ถ้าที่รักอยากไปก็ไปสิ” คริสได้แต่นึกไว้ในใจแต่ไม่กล้าพูด สำหรับเขายังไงก็ได้ถ้าเมียอยากจะไปก็จะพาไปได้ไม่ขัดข้องอะไร  คริสไม่อยากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการช้อปปิ้งของ จาง อี้ชิง ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เขาคลั่งไคล้ Super car จะถูกอี้ชิงขุดขึ้นมาบ่นมาตัดพ้ออีกยาว หาว่าของๆตัวเองซื้อได้แต่ของให้เมียซื้อให้ไม่ได้บ้างหละ ขุดค่ารถใหม่หลายล้านมาบ่นมางอนกันอีกไม่รู้จบ

“กระเป๋าMCM ออกคอลเลคชั่นใหม่ เค้าอยากได้” สุดท้ายก็หลุดของที่ตัวเองต้องการออกมาจนได้ คริสได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะก้มลงหอมแก้มนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายอย่างหมันเขี้ยว

“อาทิตย์ที่แล้วก็ซื้อกุชชี่ไป ใช้เงินประหยัดๆหน่อยสิ” คริสไม่หวงเงินทองแต่กระเป๋าที่อี้ชิงซื้อมาเบ็ดเสร็จเดือนนี้ยังใช้ไม่ครบทุกใบด้วยซ้ำ บางใบราคาเป็นแสนนอนนิ่งอยู่ในตู้เก็บกระเป๋าสะสมและยังไม่เคยถูกนำออกมาใช้เลย คริสไม่เข้าใจว่ากระเป๋าพวกนี้มันต่างกับกระเป๋าใบละ500ยังไง ทำไมต้องซื้อแค่เพราะเป็นแบนด์ดัง?

“แล้วทีที่รักซื้อรถหละ”











นั้นไงตรูว่าแล้ว....




เล่นประเด็นนี้จนได้...






“มันไม่เหมือนกัน รถพี่ก็ได้ใช้ได้ขี่ มันเท่จะตาย แต่ของอี้มันซื้อมาไว้ก็ไม่ได้ใช้ทุกใบ กระเป๋ามีเต็มตู้ใช้ใบเก่าๆก็ได้” คริสพูดตามความรู้สึกในแบบผู้ชายโดยที่ไม่นึกถึงความสุขในการได้จับจ่ายของอี้ชิง

“รถพี่ก็ไม่ได้ใช้ทุกคัน เงินพี่มีเยอะแยะ ซื้อสักร้อยใบก็ไม่เห็นเป็นไร” ถ้าเทียบกับรถแลมโบกินี่คอลเลคชั่นที่อย่างต่ำคันละ25ล้านของคริส รถคันนึงก็ซื้อกระเป๋าแบนด์เนมของอี้ชิงได้หลายสิบใบแล้วยังทำมาเป็นพูดจาไม่ดูตัวเอง ลูกก็ไม่มี พ่อแม่ก็ไม่ได้ส่งเสียต่อให้หยุดทำงานก็มีเงินใช้สบายไปจนตาย

“มันฟุ่มเฟือยหนะ พี่ทำงานหาเงินมาเหนื่อยๆก็อยากใช้ให้คุ้มค่า” ว่าไปเผื่ออีกฝ่ายจะเห็นใจบ้างว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้คริสก็ให้อี้ชิงถือครองหมด ทั้งบัตร Black credit บัญชีธนาคารเงินฝากส่วนตัว เงินเก็บ เงินอะไรทุกอย่าง ตอนนี้บัญชีที่คริสถืออยู่ก็มีแค่บัญชีที่ใช้ทำธุรกิจเท่านั้น

“เงินพี่ก็เหมือนเงินอี้ ถ้าไม่ใช้กับอี้จะเอาไปใช้กับใคร”



.....สุดยอดตรรกะมนุษย์เมียของ จาง อี้ชิง ทำเอาอี้ฟานถึงกับเถียงไม่ออก.... มันก็จริงอย่างที่ว่าเขาทำงานมามีเงินใช้ถ้าไม่ใช้กับเมียจะใช้กับใคร แต่นั่นมันก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี




“ก็ไม่ได้ว่า แค่บอกให้ใช้ให้มันประหยัดหน่อย”





“เชอะ ไม่มีอี้อยู่ใช้เงินแล้วพี่จะเสียใจ...”




อื้อหือ.... ประดุจท่านขงจื้อได้กล่าวไว้ด้วยตัวท่านเอง... เป็นคำที่คมจนฟังแล้วบาดหู บาดใจและบาดกระเป๋าสตางค์ของคริสเหลือเกิน




“จ้ะ.... ไม่เถียง”

เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ไม่ตายก็หาได้แต่เมียมีคนเดียวหาใหม่ก็ไม่เหมือนแบบนี้อีกแล้ว อุตส่าได้คนน่ารักอย่าง จาง อี้ชิงมาเป็นคู่ครองถ้าปล่อยไปคงโง่เต็มที ถึงคนตัวเล็กจะขี้บ่น เข้าใจยาก อ่อนไหว บางทีก็เอาแต่ใจระดับอาร์ตตัวแม่แต่คริสก็ยังรักมันอยู่ดีเพราะทุกๆอย่างคือ
จาง อี้ชิง... ยอดเมียในดวงใจ





นอกจากเรื่องเงินๆทองๆแล้วความอ่อนไหวของมนุษย์เมียก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ต้องคอยสังเกตุว่ามนุษย์เมีย กำลังอยู่ในโหมดไหน ถ้าเข้าสู่โหมดเหวี่ยงแล้วคริสจะต้องรองรับทุกอารมณ์แปรปรวนเหมือนเมนส์ไม่มาของ จาง อี้ชิง ต้องใจเย็นให้สุดขั้วและรักษาระดับความเดือดในตัวเมียให้คงที
ส่วนใหญ่เรื่องที่จะทำให้อี้ชิงหงุดหงิดโมโหก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นโทรศัพท์เขา ถ้าเปลี่ยนรหัสล็อกใหม่โดยที่ไม่ให้เมียรู้เมื่อไหร่ก็จะได้โดนพายุโมโหความรุนแรงสูงสาดซัด ขุดขุ้ยกันตั้งแต่รูปถ่าย เบอร์โทรศัพท์ สายเรียกเข้า โน๊ต ข้อความ ไลน์ แอปพิเคชั่นสนทนาต่างๆซวยไปยันโน๊ตบุ้คกับโทรศัพท์อีกเครื่องที่ใช้คุยเรื่องงาน แต่ถึงกระนั้นคริสก็เข้าใจว่าที่อี้ชิงทำไปทั้งหมดเพราะรักเพราะหึงหวง ถึงบางทีมันจะไม่มีเหตุผลและมากเกินไปหน่อย
ยังไงซะก็คือ ‘เมีย’...

























เพราะตลาดหุ้นพนันที่แปรปรวนมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนทำให้ราคาทองวันนี้ตกลงไปมาก คริสนั่งอ่านรายงานหุ้นในโทรศัพท์อยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจว่าเขาควรระงับการลงทุนหุ้นปั่นไม่อย่างนั้นหุ้นเล็กๆน้อยที่เคยลงไว้จะต้องเข้าจุดซีโร่หรือที่เรียกว่าขาดขาดทุนแน่นอน พอคิดได้ดังนั้นก็เลยจัดการโทรหาเลขาสั่งระงับหุ้นพนันของเขาทั้งหมดจนกว่าตลาดจะนิ่งในอีก2-3วันและเริ่มสังเกตุการกันใหม่
ที่จริงหุ้นพวกนี้เป็นรายได้เล็กๆน้อยคล้ายกับเล่นพนันของคริสมันไม่ใช่รายได้หลักเพราะหุ้นทองของเขาทรงตัวและแข็งแกร่งขึ้นทุกวันในตลาดจีนและเกาหลี จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก

วันนี้คริสอยู่บ้านทั้งวันเช่นเคยหลังจากที่เมื่อวานถูก จาง อี้ชิง พาไปถลุงเงินที่ห้างทั้งรองเท้ากระเป๋าผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆนาๆ แต่วันนี้ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กหายไปไหนตั้งแต่เช้า ที่น่าแปลกใจคืออี้ชิงทำกับข้าวเอาไว้ให้ด้วยซึ่งปกติถ้าวันไหนมีธุระอี้ชิงจะต้องกลับมากินพร้อมกัน มันทำให้คริสคิดว่าอี้ชิงอาจจะออกไปทำธุระไม่นานก็คงกลับมา
ไม่ทันจะได้นึกอะไรต่อเสียงรถมินิคูเปอร์ก็ดังเข้ามาในสนามหญ้าก่อนจะกลายเป็นเสียงดับเครื่องและเงียบสนิท คริสเดินออกไปเปิดประตูบ้านดูและเห็นเมียของเขาเดินยิ้มอารมณ์ดีเข้ามาหาก่อนจะเขย่งตัวกอดและจูบริมฝีปากอย่างน่ารัก ทั้งยังฮัมเพลงในคออีกด้วย อี้ชิงไปอารมณ์ดีอะไรมาจากไหน..


“ไปทำอะไรมาอารมณ์ดีเชียว” คริสเดินเข้าไปสวมกอดคนตัวเล็กจากด้านหลังและขโมยหอมแก้มเนียนแรงๆก่อนจะพากันเดินโยกตัวเข้าไปในครัวเหมือนกับเด็กๆ

“ป่าว~ วันนี้เค้าทำแต่ของที่ที่รักชอบแหละ~” อี้ชิงไม่ยอมตอบแต่กลับดันคริสให้นั่งลงที่เก้าอี้แล้วหย่อนก้นตัวเองทับตักคนตัวสูงโดยมีแขนของอีกคนกอดเอวไว้หลวมๆจากนั้นก็หยิบเอาจานข้าวกับช้อนส้อมหนึ่งคู่มาวางตรงหน้า

“กินจานเดียวกันเนี่ยแหละ เดี๋ยวเค้าป้อน~” พูดด้วยน้ำเสียงหวานจ๋อย ว่าแล้วก็จัดการตักกับข้าวใส่ข้าวใส่ช้อนแล้วยื่นไปให้คนตัวสูงที่นั่งอ้าปากคอยอยู่ด้านหลัง
คริสแปลกใจนิดหน่อยที่อยู่ๆอี้ชิงก็มาทำเอาอกเอาใจทั้งๆที่ร้อยวันพันปีนอกจากช่วงข้าวใหม่ปลามันอี้ชิงก็ไม่เคยมานั่งตักป้อนข้าวพูดจาหวานจ๋อยอะไรแบบนี้ อย่างนี้คงต้องสืบหาสาเหตุ...เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เมียเรื่องมันคงไม่ธรรมดาแน่

“วันนี้เอาใจพี่จัง อยากได้อะไรหรือป่าวเนี่ย” ประเด็นที่คริสนึกถึงเรื่องแรกคือของราคาแพงที่อี้ชิงอาจจะอยากได้และปูทางด้วยการเอาใจให้เขาใจอ่อน เดี๋ยวพอดึกๆก็เอาใบเสนอสิ้นค้านั่นนี่มาออดอ้อนจะเอาให้ได้เหมือนที่ชอบทำ

“โถ่~ ที่รักเห็นเค้าเป็นคนยังไงเนี่ย~ เค้าแค่อยากเอาใจพี่เฉยๆ” อี้ชิงทำหน้างอเบะปากก่อนจะฉีกยิ้มหวานแล้วตักข้าวเข้าปาก แน่นอนว่าคริสไม่มีทางเชื่อ มันต้องมีอะไรสักอย่าง หรืออี้ชิงอาจจะแอบไปทำอะไรเอาไว้โดยทีไม่บอกเขา มันจะดีมากถ้าสิ่งที่คนตัวเล็กทำไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่อาจจะสร้างปัญหา

“งั้นบอกพี่หน่อยสิวันนี้เป็นไรอารมณ์”

“เค้าไปหาแบคฮยอนมา ได้คุยกับเพื่อนเลยอารมณ์ดีเท่านั้นเอง” คนตัวเล็กตอบ ชื่อแบคฮยอนทำให้คริสนึกถึงพยอน แบคฮยอน เพื่อนของอี้ชิงสมัยยังเรียนอยู่แต่ตอนนี้ก็หายหน้าไปนานจะเป็นปี เจ้าเด็กเปรี้ยวซ่าที่ดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจให้คุยอะไรกับอี้ชิงสองคนมันไม่ทำให้คริสสบายใจขึ้นสักนิด

“คุยอะไรกัน”

“ก็เรื่องทั่วๆไปนั่นแหละ พี่จะซักทำไมเนี่ย~ มากินข้าวกันเถอะ” อี้ชิงเบี่ยงประเด็นเหมือนไม่อยากบอกและคริสก็ไม่อยากถามอะไรต่อแต่เขาจะสืบเอง ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองจะคิดมากไปแต่พอได้ยินชื่อแบคฮยอนก็ยิ่งไม่ไว้ใจใหญ่ คริสกลัวไอ้เด็กซ่านั้นจะพากระต่ายน้อยใสซื่อของเขาไปเล่นซนทำเรื่องเดือดร้อนอะไรกัน

“อื้อ ป้อนมาสิ” คริสอ้าปากรอรับข้าวโตจากคนรักก่อนจะเคี้ยวมันด้วยความเอร็ดอร่อย

“นี่ พี่คริสรู้จักคุณฮวางหรือป่าว คนที่เป็นหุ้นห้างทองฮวางที่จีนหนะ”

“หื้ม? รู้จักสิถามทำไมหรอ?” ใบหน้าหล่อเหลาเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย เพราะอยู่ๆอี้ชิงก็พูดถึงเสี่ยฮวางที่เป็นรุ่นใหญ่ในวงการธุรกิจ แน่นอนว่าคริสรู้จักเขาคนนั้นดีแต่เขาสงสัยว่าอี้ชิงไปรู้จักตาคนนี้ได้ยังไงแล้วทำไมถึงถามถึง

“เขาจะจัดงานเลี้ยงวันพฤหัสใช่ไหม” ดวงตากลมที่จ้องมองอย่างใคร่รู้ทำให้คริสนึกฉงนในใจว่าคนตัวเล็กใส่ใจอะไรกับอีตาแก่นี่ แถมยังรู้ด้วยว่าเสี่ยฮวางจะจัดงานเลี้ยงที่โรงแรมในเกาหลีวันพฤหัสซึ่งเขาก็ได้รับคำเชิญแล้ว แล้วก็ตอบตกลงเข้าร่วมงานไปแล้วด้วย มันเป็นแค่งานเลี้ยงสังสรรค์พบปะของนักธุรกิจจีนในเกาหลีไม่ใช่งานธุระอะไรแต่ทำไมอี้ชิงถึงรู้

“พี่ไปหรือป่าว”

“อื้อ ตอบตกลงไปแล้ว ทำไมหรอ?” ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีงานอย่างเดียว...แต่ยังรู้ด้วยว่าเขาได้รับคำเชิญ จาง อี้ชิงคิดจะทำอะไรหรือป่าว ไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน

“ให้อี้ไปด้วยนะ” มือเล็กๆเกาะเข้าที่ต้นแขนก่อนจะออกแรงเขย่าเหมือนเด็กที่รบเร้าอยากจะได้ของที่ต้องการ คริสชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าช้าๆแล้วเหล่ตามองคนรักอย่างจับผิด

“รู้ได้ไงว่าพี่มีงานเลี้ยง”

“พี่นั่นแหละต้องตอบว่าทำไมไม่ยอมชวนเค้า” จาง อี้ชิงยู่ปากแล้วก้มลงกินข้าวต่อทิ้งให้คนตัวสูงสับสงนกับคำถามอาร์ตๆที่ฟังดูไม่เข้าใจ อี้ชิงจะอยากรู้ไปทำไมในเมื่อมันเป็นแค่งานเล็กๆแล้วทุกครั้งที่ชวนไปงานเจ้าตัวก็ปฏิเสธตลอดเขาก็เลยไม่ชวน มันไม่เห็นน่าสงสัยตรงใหน?

“ก็ปกติพี่เห็นอี้ไม่ชอบไปงานก็เลยไม่ชวน” คริสตอบตามที่คิด

“แต่คราวนี้เค้าจะไปด้วยไง”

“ก็ไปสิ อีกสองวัน งานเริ่มสองทุ่ม ห้ามเบี้ยวด้วย” คริสยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มคนตัวเล็กก่อนจะอ้าปากรับข้าวคำต่อไป ยังไงซะถ้าไปงานด้วยกันอี้ชิงก็คงจะอยู่ในสายตาเขาตลอดเวลาคงไม่ทำอะไรแผลงๆแน่...


































คริสขยับเน็กไทที่คอให้เข้าที่ก่อนจะหยิบนาฬิกาฝังเพชรมาสวมที่ข้อมือแล้วสำรวจภาพลักษณ์ตัวเองหน้ากระจกก่อนจะคว้าสูทและกุญแจรถมาพาดไว้บนแขน ตอนนี้ทุ่มกว่าๆของวันพฤหัสตามที่มีนัดงานเลี้ยงสังสรรค์เอาไว้ อี้ชิงแต่งตัวเสร็จแล้วโดยใส่แค่เสื้อเชิ้ตสีขาวและสวมสูทสีดำง่ายๆเพียงตัวเดียว

“พี่รีบไปกันเถอะ” ทั้งๆที่ไม่ใช่คนได้รับเชิญแต่จาง อี้ชิง ก็ตื่นเต้นและร่าเริงเกินเหตุตั้งแต่หกโมงเย็นจนคริสรู้สึกผิดสังเกตุ เพราะสองวันมานี้อี้ชิงทำตัวน่ารักเป็นพิเศษและร่าเริงจนผิดปกติ ทั้งเอาใจเขาสารพัดอาบน้ำให้ มาคอยบีบคอยนวดเอาใจแล้วก็ยังขยันขันแข็งทำงานบ้านโดยที่ไม่ใช้ไม่ขึ้นเสียงกับเขาเลย ถึงมันจะดูน่ารักดีแต่คริสว่ามันแปลกๆเหมือนสถานการณ์ไม่ปกติยังไงชอบกล แถมเป็นคนชวนขึ้นเตียงทำเรื่องอย่างว่าก่อนทั้งๆที่ปกติเจ้าตัวเล็กจะไม่ประสากับเรื่องแบบนี้แท้ๆ มันทำให้คริสรู้สึกไม่ชอบมาพากลเหมือนกับอี้ชิงกำลังฝืนอะไรบางอย่างจนมากเกินไป...


“ไปสิ ไปขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ปิดประตูบ้านเอง” เขาเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินออกไปด้านนอกเพื่อที่จะล็อกบานเลื่อนกระจกและประตูบ้านแทน พอเห็นอี้ชิงออกไปรอที่รถก็จัดการล็อคกุญแจบ้านก่อนจะเดินตามไปขึ้นรถฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทรถออกเครื่องไปอย่างช้าๆ



ในตลอดช่วงเวลาที่ขับรถอี้ชิงก็ยังเป็นเหมือนเดิมคือพยายามเอาใจคริสตลอดทางถึงบางทีจะมีเหม่อๆบ้าง แต่ก็ยังถือว่าผิดปกติเพราะถ้าปกติแล้วพอขึ้นรถไปไหนมาไหนปุ้บอี้ชิงจะเอาโทรศัพท์มาเล่นทันทีหรือไม่ก็เปิดเพลงฟัง เล่านู้นนี่ตลอดทางไม่หยุดหย่อนจนกว่ารถจะจอด

“นี่ เป็นอะไรหรือป่าว” คริสถามออกไปด้วยความเป็นห่วง จากตอนแรกที่เขาคิดว่าอี้ชิงแค่อารมณ์ดีหรืออาจจะอยากได้อะไรมันก็ไม่ใช่เพราะคนตัวเล็กดูเหมือนฝืนมากเกินไปจนกลายเป็นว่าทำให้เขารู้สึกหนักใจแทน

“หื้อ? ไม่ได้เป็นอะไรนี่ ที่รักคิดว่าเค้าเป็นอะไรหรอ ฮ่าๆๆ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ท่าทางหัวเราะกลบเกลื่อนและคำพูดที่ยาวเกินความจำเป็นมันก็เป็นพฤติกรรมของคนโกหกทั้งนั้น คริสไม่รู้ว่าอี้ชิงกำลังคิดอะไร เพราะมนุษย์เมียกำลังเข้าสู่โหมดเข้าใจยากอีกแล้ว อาจจะกำลังโกธร กำลังเสียใจ กำลังจับผิด หรืออาจจะอยู่ในโหมดคิดมากแต่ไม่อยากให้รู้ คริสไม่ชอบเวลาที่อี้ชิงอยู่ในโหมดนี้จริงๆ มันทำให้เขาไม่สบายใจ...


“อื้อ งั้นก็แล้วไป...”



คริสเลือกที่จะขับรถไปเงียบๆในขณะที่อี้ชิงเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจับได้เลยคลายพฤติกรรมลงบ้าง เปลี่ยนจากโหมดร่าเริงไปเป็นฟังเพลงเงียบๆแทนไปตลอดทาง วันนี้ถนนโล่งรถไม่ติดเท่าไหร่อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงจะถึงที่หมายคริสจะได้รู้สักทีว่าอี้ชิงกำลังเป็นอะไรกันแน่..






+






ปัง

คนตัวสูงปิดประตูรถเสียงดังพร้อมกับยกสูทที่พาดอยู่ที่แขนขึ้นมาสวม ก่อนจะกดล็อกรถแล้วเดินไปโอบไหล่ จาง อี้ชิงให้เดินเข้าไปในโรงแรมด้วยกัน พวกเขาขึ้นลิฟท์ไปที่บาร์สูทที่ถูกเหมาเลี้ยงทั้งชั้นในส่วนที่สูงที่สุดของโรงแรม เพียงไม่นานประตูลิฟก็เปิดออกพร้อมกับไฟที่ไม่สว่างมากและเสียงเพลงคลอเบาๆตามฉบับงานเลี้ยงผู้ดี งานนี้ไม่มีบัตรเชิญใครพาใครมาก็ได้เพราะแบบนี้บรรยากาศสลัวๆในบาร์จึงไม่เงียบจนเกินไปเพราะมันมีทั้งภรรยานายทุน ลูกชายลูกสาวมาประปนกันในงานเต็มไปหมด อี้ชิงที่เป็นคนเอ่ยปากว่าอยากจะมาเองกลับดูเหวอๆประหม่าและเอาแต่เดินตัวลีบอยู่ข้างๆเขาจนคริสรู้สึกขำ

“เอาสิ มาถึงแล้ว ที่รักอยากทำอะไรก็ทำ พี่จะไปหาเสี่ยฮวางก่อน” ตามมารยาทแล้วเมื่อมาถึงยังไงก็ต้องไปทักทายเจ้าของงานก่อนเสมอ อี้ชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะตรงดิ่งหายเข้าไปในฝูงชนปล่อยให้คริสไปทำธุระอะไรของตัวเอง








จาง อี้ชิงเดินฝ่าฝูงคนเข้ามาเรื่อยๆพอเห็นว่าคริสเดินแยกไปแล้วถึงได้แอบตามไปห่างๆโดยอาศัยฝูงชนอำพรางสายตา ในบาร์สูทที่มีแค่แสงสลัวๆมองไม่ชัดและกลิ่นน้ำหอมคุณหญิงคุณนายทำเอาฉุนกึกแสบจมูกไปหมดจนแทบจะเวียนหัว เขายังไม่เคยเห็นหน้าคุณฮวางเลยจะตามแฟนหนุ่มไปดูเงียบๆ เดินไปได้ไม่ไกลเหมือนคริสจะหันซ้ายหันขวามองหาใครสักคนก่อนที่จะยิ้มออกมาแล้วเร่งฝีเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหากลุ่มชายวัยชราที่ยืนอยู่ข้างหญิงสาวสวยเสด็ดคนนึงที่คิดว่าอายุคงจะไม่มาก คงจะพอๆกับคริสนั่นแหละ
เขาเห็นคริสโค้งให้กับชายแก่ก่อนจะหันไปกอดกับสาวคนนั้นเมื่อชายร่างท้วมพูดอะไรสักอย่าง พวกเขาพูดคุยอะไรกันนิดหน่อยก่อนที่คริสและเธอคนนั้นที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกสาวคุณฮวางหัวเราะออกมา แต่ระยะทางที่ห่างมากขนาดนี้อี้ชิงไม่มีทางได้ยินแน่ไหนจะเสียงเพลงที่ดังกลบอีก 
คริสหันไปพูดอะไรบางอย่างกับหญิงสาวก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นปิดปากเหมือนตกใจแล้วก็หัวเราะออกมาอีกดูเป็นภาพที่สนิทสนมกันจนน่าหมันไส้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เด็กเสิร์ฟคอกเทลยกเครื่องดื่มไปเสิร์ฟ คริสหยิบแก้วที่มีน้ำสีฟ้าส่วนเธอก็หยิบแก้วที่เหมือนกับไวน์ คนตัวสูงทำท่าเหมือนมองหาใครสักคนที่อี้ชิงคิดว่าน่าจะเป็นเขาแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากจูงมือสาวคนนั้นไปนั่งที่โต๊ะด้วยกันแล้วพูดคุยกันอย่างสนิทสนม



โอเค... เขายอมรับว่าตัวเองรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เพราะนั่นคือหยวนซือ... ฮวาง หยวนซือแฟนเก่าของคริสที่รักนักรักหนา...



อี้ชิงไม่เคยรู้เลยว่าคริสมีแฟนเก่า ถึงมีก็อาจจะแค่คบกันผิวเผินแต่พอรู้ว่าแฟนเก่าคริสเป็นถึงลูกสาวเสี่ยฮวางที่เป็นคู่ค้าทำธุรกิจด้วยกันมันก็ทำให้เขาอดรู้สึกไม่ดีไม่ได้ เพราะในนิยายหลายๆเรื่องมันก็มีไม่ใช่หรอประเภทที่คลุมถุงชนจับลูกชายกับลูกสาวแต่งงานกันปรองดองธุรกิจ แบคฮยอนบอกว่าหยวนซือเพิ่งมาจากญี่ปุ่นเมื่อสองอาทิตย์ก่อนและมันก็เป็นช่วงที่คริสเอาแต่บอกว่าไม่ว่างๆ แล้วก็นอนค้างที่โรงแรมใกล้ที่ประชุมตลาดหุ้น

ที่จริงอี้ชิงจะไม่สงสัยเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่รู้มาก่อนว่าคริสรักหยวนซือมากขนาดไหน แถมยังอยู่ใกล้กันแค่นี้ถ้าแบคฮยอนไม่บอกเรื่องที่ว่าเธอเป็นลูกสาวคุณฮวางเขาก็คงไม่เครียดกับเรื่องนี้...


เมื่อเดือนก่อนที่ไปเยี่ยมพ่อแม่คริสที่จีนอี้ชิงบังเอิญไปเจอไดอารี่เล่มนึงที่มีหน้าปกเขียนว่า ‘ความรักของอี้ฟานและหยวนซือ’ ที่ห้องใต้หลังคา ข้างในบรรยาถึงความรู้สึกมากมายที่เรียกได้ว่ารักมากชนิดจะตายแทนกันได้ ทั้งถ้อยค่ำอาลัยอาวรมากมายว่าจะไม่มีวันลืมคุณ จะรักคุณไปชั่วชีวิตบ้างหละ มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจทั้งคราบหยดน้ำตาจางๆที่ทำให้หมึกปากกาเบลอมันทำให้เขารู้ว่าอี้ฟานคงจะร้องไห้ แต่มันก็เหมือนกับเรื่องบังเอิญที่พอเขาเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้แบคฮยอนฟังแบคฮยอนก็ดันรู้จักเธอเข้าให้

กลายเป็นว่าคนที่ควรจะอยู่ในอดีตมาอยู่ใกล้ปัจจุบันแค่เอื้อม แถมคริสยังไม่ยอมบอกเขาว่ามีงานเลี้ยงที่เธอจะมาด้วย อี้ชิงแค่กลัวว่าคริสจะกลับไปหาเธอเพราะเขาไม่เพอร์เฟคและบางทีก็เอาแต่ใจ...



คริสกับหยวนซือยังคงนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานในขณะที่คนตัวสูงก็คงจะกำลังมองหาเขาเป็นพักๆแต่ถ้าเข้าไปแทรกกลางวงตอนนี้ จาง อี้ชิงคงกลายเป็นส่วนเกินแล้วเขาจะต้องไห้แน่ๆ เพราะฉนั้นเขาเลยเลือกที่จะเดินหนีภาพตรงหน้าไปยืนแอบๆอยู่แถวบันไดหนีไฟ จะไปคุยกับใครก็ไม่รู้จักเหล้าก็ไม่เคยกิน สุดท้ายก็ยืนตากแอร์เย็นๆไปนิ่งๆรอจนกว่าคริสจะมาชวนกลับบ้าน...












คนในงานเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ใกล้จะจัดกิจกรรมแต่ที่คริสมาที่นี่เพราะมาตามมารยาทเฉยๆจึงจะขอตัวกลับก่อน เขาอำลาหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาที่ประตูลิฟแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนตัวเล็กที่หายไปไหนก็ไม่รู้ตั้งแต่เริ่มงาน ไม่นานปลายสายก็กดรับเขาจึงบอกให้อี้ชิงมาที่หน้าลิฟท์จะได้ลงไปพร้อมกันเพราะเขาจะกลับบ้านแล้ว
คริสเห็นคนปลายสายเมื่อครู่เดินเลียบกำแพงออกมาจากมุมแออัดก่อนจะเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าที่ดูง่วงๆแล้วจับมือกันเดินเข้าไปในลิฟVIP

“แล้วตกลงมาทำอะไรที่งานเลี้ยง ได้อะไรหรือยัง” คริสยังจำเรื่องที่อี้ชิงเป็นคนขอมางานเลี้ยงด้วยได้ถึงได้ถามออกไป แต่อี้ชิงก็ทำแค่ส่ายหน้าช้าๆอย่างใส่ใจจะตอบ
ในหัวของคนตัวเล็กวุ่นวายไปหมด อี้ชิงกำลังกังวลใจว่าถ้าคริสกับหยวนซืออยู่ใกล้กันแค่นี้ถ่านไฟยังที่มีเชื้อดีจะลุกโชนขึ้นมาไหม แล้วเขาจะต้องทำยังไงคริสถึงจะอยู่ในสายตาและมั่นใจได้ว่าจะไม่นอกใจ ถ้าโวยวายไปตอนนี้อี้ชิงจะต้องโดนหาว่างี่เง่าแน่ คงต้องเอาใจดึงอีกฝ่ายเข้าไว้ก่อนที่จะเล่นบทโหด

“หื้อ? ทำไมทำหน้าอย่างนั้นหละ ไม่ชอบใจหรอ” เมื่อเห็นว่าอี้ชิงเอาแต่เงียบด้วยหน้าที่สามีที่ดีเขาจึงถามออกไปด้วยความเป็นห่วง พอตอนมาก็ทำร่าเริงจนฝืน แต่พอกลับทำหน้าหงอยเป็นลิงจ๋อยมันทำให้คริสไม่สบายใจเอาซะเลย

“ป่าว~ เค้าง่วง~” อี้ชิงใช้มือเกาะแขนยาวๆเอาไว้แล้วซบหน้าลงกับไหล่ลาดอย่างออดอ้อน อี้ชิงง่วงจริงๆนั่นแหละ แต่ที่อยากอ้อนมันก็อีกเรื่องนึง เผื่อคริสจะได้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้และเป็นคนปัจจุบันนะ...

“งั้นกลับไปก็รีบนอนซะ” คนตัวสูงใช้มือยีหัวทุยอย่างเอ็นดู ดูเหมือนมนุษย์เมียของเขาจะสิ้นฤทธิ์เสียแล้ว ตอนแรกที่คริสกะว่าจะกลับไปจัดหนักจนกว่าอี้ชิงจะคลายความลับออกมาก็ต้องยกเลิกไป เอาไว้ค่อยสอบสวนหนักกันตอนกลางวันพรุ่งนี้
สำหรับเขามึดค่ำไม่สำคัญแค่มีอารมณ์ก็พอ...










+










ประตูบ้านถูกเปิดและปิดลงช้าๆ จาง อี้ชิงเดินเหม่อหาววอดๆไปทิ้งร่างกายลงบนโซฟาสีเขียวอ่อนยกเท้าขึ้นพาดเตรียมจะนอนเต็มที่ถ้าไม่ติดว่าถูกคนตัวสูงเรียกเอาไว้ซะก่อน

“ไปอาบน้ำก่อนสิ” คริสเดินไปนั่งบนโซฟาเบียดกับร่างกายคนตัวเล็กก่อนจะใช้มือเขย่าตัวให้อีกคนลุกขึ้นมาอาบน้ำตามที่เขาบอกแล้วจะได้เข้าไปนอนในห้องนอนกันให้สบายตัว

“อื้อ.... ที่รักอาบให้หน่อย อุ้มเค้าไปอาบน้ำหน่อย” คำพูดที่ฟังไม่รู้ว่าอี้ชิงกำลังพูดเล่นหรือพูดจริงทำให้คริสหลุดยิ้มออกมาด้วยอาการอ้อนเกินเหตุของมนุษย์เมียหลังสิ้นฤทธิ์ เขาโน้มตัวลงไปใช้ข้อศอกยันผนักพิงเอาไว้จนใบหน้าห่างกันกับคนตัวเล็กแค่ปลายจมูก

“ตกลงจะบอกคริสได้หรือยังว่าที่รักเป็นอะไร” สรรพนามหวานแหววที่เปลี่ยนไปและน้ำเสียงทุ้มต่ำทำให้ จาง อี้ชิงต้องลืมตาขึ้นและพบกับใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าที่ห่างกันแค่ช่วงลมหายใจสัมผัส ไหนจะดวงตาจริงจังที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนนั่นอีก มันทำให้เขาแทบจะร้องไห้ด้วยความงอแง

“ที่รักจูบหน่อย” อี้ชิงยกท่อนแขนกลมกลึงขึ้นค้องคออีกฝ่ายให้โน้มหน้าลงมาประกบจูบและบดขยี้ริมฝีปากกัน ต่างฝ่ายต่างดูดดึงอย่างหิวกระหาย อีกคนยั่วเย้า อีกคนตะกละตะกลาม ก่อนที่ลิ้นร้อนจะถูกสอดแทรกพัวพันอย่างลึกซึ้งแล้วผละออก...

“จูบแล้ว บอกได้หรือยังว่าเป็นอะไร”
สายตาที่จริงจังจากคนด้านบนทำให้อี้ชิงต้องหลบตาเหมือนกับเด็กถูกจับโกหก เขากำลังนึกว่าถ้าบอกเรื่องที่คิดอยู่จะโดนหาว่างี่เง่าหรือป่าว อีกอย่างที่กลัวคือกลัวคริสจะบอกว่ายังมีใจให้เธอ...ประโยคในสมุดบันทึกมากมายไหลเวียนอยู่ในหัวเพราะอี้ชิงจำมันได้อย่างดีทุกเนื้อหา





‘ฟานรักซือๆนะ จากนี้ไปจนวันตายฟานจะไม่ลืมหยวนซือที่รัก แล้วก็จะรอเสมอไม่ว่ายังไงฟานจะกลับไปหาซือ ไปเริ่มต้นกันใหม่ด้วยความรักของเรา ฟานกำลังร้องไห้ ถ้าซือได้อ่านสมุดเล่มนี้ฟานอยากบอกว่าฟานทรมานเหมือนจะขาดใจ ที่รักต้องรอฟานนะ รักครั้งแรกของฟาน ...หยวนซือ...’






ประโยคปิดบทความที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรมันทำให้เขาไม่สบายใจ ถ้าคริสรักเธอมากขนาดนั้นช่วงเวลาสามปีของเรามันจะสู้ได้หรือป่าว? คริสรักเขามากกว่าเธอใช่ไหม ทำไมมันน่ากังวลไปหมด


“อื้อ…. อี้กลัวพี่คริสนอกใจอี้กลับไปหาแฟนเก่า...” สุดท้ายก็สารภาพออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและฟังดูไม่เต็มปากเต็มคำ แถมน้ำตาก็ยังคลอเอ่อจนจวนจะไหลอยู่แล้วด้วย

“หื้อ? หมายถึงหยวนซือหนะหรอ? อี้รู้ได้ไงว่าเขาเป็นแฟนเก่าพี่?” คริสยกมือใช้นิ้วโป้งหัวแม่มือปาดน้ำตาที่หางตาคนรักอย่างอ่อนโยนแม้ใบหน้าจะขมวดคิ้วติดกันแน่นอย่างสงสัย คริสเพิ่งจะได้พบหยวนซือวันนี้เองแล้วก็เพิ่งรู้ด้วยว่าแฟนเก่าของเขาเป็นลูกของคู่ค้าธุรกิจที่ช่วยเหลือกันมานมนาน แสดงว่าอี้ชิงรู้ก่อนอยู่แล้วว่าหยวนซือเป็นลูกเสี่ยฮวางและจะไปงานเลี้ยงวันนี้เลยตามไปดูอย่างนั้นหรอ? แต่ที่น่าสงสัยที่สุดคืออี้ชิงรู้ได้ยังไงว่าหยวนซือเป็นแฟนเก่าเขา เพราะคริสเองก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีแฟนชื่อนี้

“ก็ในไดอารี่พี่ที่บ้านป๊าม๊ามันเขียนไว้ไง พี่บอกว่าพี่รักเขา อี้กลัวว่าพี่จะกลับไปหาเขา” จาง อี้ชิงเบะปากเหมือนจะร้องไห้อีกระรอก เขาเกลียดนิสัยชอบคิดมากตีโพยตีพายของตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ว่าทำยังไงมันก็เลิกไม่ได้เสียที

“ไดอารี่อันไหน?” ยิ่งฟังคนตัวสูงก็ยิ่งงง เขาไม่คิดว่าตัวเองเคยทำอะไรงุ้งงิ้งขนาดนั้นด้วย เพราะเท่าที่จำได้เขาไม่เคยเขียนหรือจดบันทึกอะไรเลย

“เล่มสีฟ้าๆไง ที่หน้าปกมันเขียนว่าความรักของอี้ฟานกับหยวนซืออ่ะ” อี้ชิงกำหมัดทุบเข้าที่อกคนด้านบนที่มาทำเป็นเฉไฉแกล้งจำไม่ได้ อย่าคิดนะว่าเขาไม่รู้ จะมาหาเรื่องแถแนวไหนอี้ชิงก็ไม่ยอมปล่อยให้หนีหรอก




“อ๋อ~! นึกออกแล้ว...” เจ้าของสมุดบันทึกร้องอ๋อเสียงดังเมื่อคนตรงหน้าบรรยายภาพสมุดให้ฟัง ไอ้สมุดความรักที่เขาเขียนตอนเลิกกับหยวนซือเพราะต้องย้ายไปอยู่เมืองนอก.....


ตอนนี้คริสไม่รู้ว่าจะขำหรือสงสารหรือว่าอะไรกับจาง อี้ชิงดี แต่ที่แน่ๆคือเขาหัวเราะออกมาเสียงดังจนต้องซบหน้าลงกับต้นคอคนตัวเล็กเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นรอยยิ้มที่แสยะกว้างจนเงิงออก



“พี่ไม่ต้องมากลบเกลื่อนเลยนะ! อี้ไม่ตลก” จาง อี้ชิงกล่าวเสียงเขียว ไอ้เสียงหัวเราะจะมาทำเป็นบอกว่าลืมไปแล้วยังไงเขาก็ไม่เชื่อแน่ ถ้ารักมากขนาดนั้นมันคงไม่ลืมกันง่ายดาย เพราะถึงคริสจะมีตลาดหลักทรัพย์ที่เกาหลีแต่ก็เพิ่งย้ายมาอยู่เกาหลีแค่ไม่กี่ปี เผลอๆอาจจะยังติดต่อกันอยู่ก็ได้



“โถ่~ คนดี นั่นมันตั้งแต่ ป.5 แล้วนะ จะยี่สิบกว่าปีแล้ว โอ้ย... พี่ลืมไปตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นแล้ว” ว่าแล้วก็ก้มลงไปหอมแก้มเนียนฟอดใหญ่อย่างรักใคร่พร้อมกับเสียงหัวเราะ
คริสสารภาพตามจริงทุกประการ ตอนนั้นเขาอายุแค่11ขวบ สำหรับวัยนั้นความรักครั้งแรกมันยิ่งใหญ่มาก คริสจำไม่ได้ว่าตัวเองบรรยายน้ำเน่าอะไรลงไปในสมุดบ้างแล้วก็ไม่อยากรู้ด้วยเพราะมันคงจะเลี่ยนพิลึกถ้าให้พูดหรือคิดอะไรอย่างนั้น ในตอนนี้ ช่วงที่คบกับหยวนซือเขากำลังเป็นแค่เด็กเห่อขนอวัยวะที่หว่างขาอยากจะมีแฟนมีความรัก พอย้ายไปเรียนที่แคนาดาก็ทำเป็นเศร้าโศก ทั้งๆที่จริงๆแล้วหลังจากนั้นไม่ถึงสองอาทิตย์คริสก็ลืมความเจ็บปวดของรักแรกกับผู้หญิงที่ชื่อหยวนซือไปสนิทใจ





โถ่....มนุษย์เมียผู้แสนอ่อนไหว ไปขุดเอาเรื่องอะไรมาคิดมากจนเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องราวในอดีต1%จากสมุดบันทึก
และอีก99%คือจินตมโนของมนุษย์เมีย จาง อี้ชิง ล้วนๆเลย...





“พี่โกหกหรือป่าว” อี้ชิงยังไม่อยากเชื่อถึงท่าทางของคริสจะทำให้เขาโล่งใจไปหลายเปราะเลยก็ตาม

“พี่จะโกหกที่รักทำไม ตอนนั้นพี่ก็เห่อแฟนเห่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย เขียนอะไรเพ้อเจ้อลืมหมดแล้ว ที่รักนั่นแหละไปขุดเอาอะไรมาคิดมาก มีอะไรก็ไม่ยอมถามพี่” ความน่ารักของมนุษย์เมียทำให้คริสรู้สึกเอิบอิ่มไปทั้งใจ ทั้งเอาเรื่องเก่าๆมาคิดเล็กคิดน้อย แล้วที่เอาใจเขามาสองสามวันนี่ก็เพราะกลัวว่าคริสกลับไปหาแฟนเก่าสมัยประถมเนี่ยหรอ...นี่เขาอายุ34แล้วนะ ที่สำคัญมีเมียแล้วด้วย…

“พี่จะบอกว่าอี้ผิดหรอ! พี่นั่นแหละทำไมไม่ทิ้งมันไปเล่า!” ดวงตาเรียวรีถลึงอย่างเอาเรื่องพร้อมกับฟาดมือเล็กๆเข้าที่ไหล่หนารัวๆ เพราะสามีของเขาพูดเหมือนกับว่าอี้ชิงคนนี้ผิดที่หึงหวงและคิดมากอย่างนั้นแหละ บทดราม่าไม่ชอบแสดงว่าต้องการบทโหดใช่ไหมอี้ฟาน?

“โอ้ย~ มันอยู่ในกรุมาเป็นหลายสิบปีแล้วใครจะไปจำได้ พี่ไม่ได้ว่าอี้เลย แต่คราวหลังมีอะไรก็พูดก็ถามสิ เป็นเมียพี่มีสิทธิ์ทุกอย่างแล้วทำไมยังชอบคิดอะไรไปเองเรื่อย” คริสยอมรับว่าเขารู้สึกตลกกึ่งเซอร์ไพส์เกี่ยวกับไดอารี่ล้านปีที่นึกไม่ถึงว่ามันยังอยู่บนโลกนี้อีก แถมยังได้รู้อีกด้วยว่าระดับความเซ้นซิทีฟของ จาง อี้ชิง มันลึกกว่าที่คิด

“พี่จะหาว่าอี้เพ้อเจ้อหรอ! แล้วทีพี่เข้าไปกอดไปคุยกับเธอทำไมไม่คิดบ้าง!” จากฝ่ามือเริ่มเปลี่ยนเป็นกำปั้นน้อยๆทุบไปทั่วแผ่นอกหนา ทั้งอายทั้งอารมณ์เสีย ความรู้สึกโล่งใจบวกกับความหน้าแตกตีกันจนสับสนอลม่านไปหมด

“โอ้ย! ป่าวจ้ะ พี่ไม่ได้ว่า โอเคยอมแล้ว พี่แค่ทักทายเขาเฉยๆ หยวนซือแต่งงานจนลูกสี่ขวบแล้ว คราวนี้เลิกคิดมากนะ พี่ไม่มีใครนอกจากอี้ ไม่คิดจะกลับไปหาใครแล้วก็ไม่คิดจะมีใหม่ด้วย” คริสก้มลงจูบหน้าผากมนที่มีปอยผมปิดอยู่อย่างรักใคร่เอ็นดูในความน่ารักของจางอี้ชิง ถ้ารู้ว่าจะคิดมากขนาดนี้คริสคงไม่ไปงานเลี้ยงนั่น

“พี่สัญญานะ”

“ครับ สัญญาด้วยชีวิต”




“งื้อ~ งั้นพรุ่งนี้พี่ซักผ้าปูเตียงด้วยนะ....”


รอยยิ้มร้ายๆฉาบขึ้นบนใบหน้าหวานใส ความหมายนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคของจาง อี้ชิงทำให้คริสรู้สึกคึกไปทั้งตัว แทนที่จะซักผ้าปูเตียงแต่คริสคงจะรอไม่ไหวและต้องเปลี่ยนเป็นเช็ดโซฟาแทน...



ข้อดีของมนุษย์เมียมีมากเกินกว่าจะทำใจให้รำคาญได้ รักเมียต้องดูแลเมีย ถ้าไม่มีเมียแล้วจะเสียใจ...






รักเมียต้องยอมเมีย เพราะว่าเมียไม่ยอมใคร

รักเมียต้องเข้าใจ ไม่มีใครใหญ่กว่าเมีย

รักเมียอย่าเถียงเมีย คำพูดเมียใหญ่กว่าใคร

รักเมียอย่ารักใคร ทั้งหัวใจ ยกให้เมีย


....Zhang Yixing….















1 ความคิดเห็น: