วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

[SF] ใบ้





โลกที่ไร้เสียง...


ประสาทสัมผัสของคนเรามีห้าอย่างที่ต้องทำงานไปพร้อมกัน ลิ้น หูตา จมูก กาย ใจ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปจะถือเป็นความพิการที่ไม่ว่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์หรืออุบัติเหตุ อย่างไรเสียการได้สัมผัส ได้มองเห็น ได้รับฟัง ได้ดมกลิ่น รับรสถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์








จาง อี้ชิง... หนุ่มน้อยวัย20ปี หูหนวกตั้งแต่กำเนิด เขาเกิดมาในโลกที่ไร้เสียงไร้การตื่นตัว และแน่นอนว่าเมื่อไม่ได้ยินย่อมพูดไม่ได้... อี้ชิงถูกฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างคนพิการมาตั้งแต่เด็ก ทั้งภาษามือที่ใช้คุยกับคนใบ้ด้วยกัน และพกกระดาน White Board ติดตัวเพื่อสื่อสารกับคนปกติ ทั้งเจอคนดูถูกบ้าง โดนด่าหาว่าซื่อบื้อบ้างหละ น้อยคนที่จะใจดีและให้ความช่วยเหลือแต่ส่วนใหญ่จะเป็นการโดนเหยียดหยามด้วยสายตาเสียมากกว่า

อี้ชิงย้ายจากประเทศจีนมาอยู่ที่เกาหลีเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดในครอบครัว เขามีพี่ชาย มีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายและญาติๆอยู่กันเป็นเหลาแบบครอบครัวคนจีน แต่ทุกคนเกลียดเขาที่พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง และเป็นภาระ ถึงจะอ่านภาษาปากออกบ้างเล็กน้อยแต่ก็ต้องขยับช้าๆเน้นๆแน่นอนว่าไม่มีใครอยากเสียเวลาพูคคุยกับคนหูหนวก






เขาไม่เคยพูด...และไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของ จาง อี้ชิง...




พี่ชายของเขาร้องเพลงเพราะแต่สำหรับอี้ชิงไม่แม้แต่เคยได้สัมผัสคำว่าดนตรีหรือแม้แต่เสียงนกกา มันเงียบสนิท...เหมือนกับจิตใจที่โดดเดี่ยว...เมื่อประสาทสัมผัสไม่ทำงานทำให้เขากลายเป็นคนรู้สึกตัวช้าและไม่ระวังตัว ร่างกายไม่มีปฏิกริยากับเสียงหรือที่คนอื่นเรียกว่าอาการตกใจ เพราะแบบนั้นอี้ชิงจึงชอบใช้ชีวิตแบบเงียบๆ 


ชีวิตที่ไม่ต้องเสี่ยงอยู่แบบทำตัวเป็นอากาศธาตุ เขาวาดรูปเป็นงานอิสระ ขายได้บ้างพอประทังชีวิตไปวันๆ สมบัติชิ้นเดียวที่มีค่าสำหรับจาง อี้ชิง ก็คงจะเป็น อี้ฟาน ผู้ชายที่อยู่ในสถานะแฟนหนุ่มมานานหลายปี คนที่เป็นเหมือนเสียงหัวใจเต้นในโลกที่เงียบจนน่ากลัว...


อู๋ อี้ฟาน หรือ คริส...คนที่ทำให้ จาง อี้ชิง รักอย่างหมดใจ คนที่ทำให้ชีวิตโดดเดี่ยวของเขามีคุณค่าและเป้าหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ฆ่าเขาให้ตายช้าๆและทำให้รู้สึกด้อยค่าไปพร้อมๆกัน...






ตื้ด...


แรงสั่นในกระเป๋าที่เตือนว่ามีข้อความเข้าทำให้มือเรียวต้องวางพู่กันพาดไว้บนถาดสีก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาสไลด์หน้าจอเพื่อปลดล๊อคและเปิดอ่านข้อความที่ถูกส่งมาโดยแฟนหนุ่มที่ป่านนี้ยังไม่กลับมาจากที่ทำงานเสียทีทั้งๆที่ตอนนี้มันเกือบจะเที่ยงคืนกว่าแล้ว


นอนหรือยัง? ไม่ต้องรอนะ จะกลับดึกๆ


เปิดอ่านเพียงเท่านั้นก็กดปิดหน้าจอและวางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโต๊ะโดยที่ไม่คิดจะตอบกลับ ถ้าส่งมาป่านนี้คริสคงจะนึกว่าเขานอนหลับไปแล้วแต่ส่งมาบอกแค่พอเป็นพิธีเฉยๆ อีกอย่างอี้ชิงก็ไม่รู้ว่าคำว่าดึกของคริสมันหมายถึงเวลาใหนอย่างน้อยถ้าบอกว่าตีหนึ่งหรือตีสองเขาก็คงพอได้รู้ตัวเองว่าควรไปนอนหรือนั่งวาดภาพรอต่อไป แต่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คริสบอกว่าจะกลับดึกเพราะทุกครั้งที่บอกว่าจะกลับดึกคริสก็ไม่เคยกลับมาสักที...จะมาอีกทีก็ตอนเช้าที่เข้ามาอาบน้ำที่บ้านแล้วก็ออกไปทำงานต่อ


ช่วงหลังเดือนสองเดือนมานี้คริสเอาแต่บอกว่ายุ่งและไม่เคยอยู่พูดกับเขา บางทีก็ทำเหมือนกับแกล้งด้วยการพูดอะไรสักอย่างก่อนออกไปทำงานทั้งๆที่รู้ว่าอี้ชิงไม่ได้ยิน... นั่งคุยโทรศัพท์ทำท่าหัวเราะคิกคักอยู่บนโซฟาทั้งๆที่เขานั่งอยู่ข้างๆ บางทีมันอี้ชิงรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน เป็นเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่มานั่งหัวโด่ให้เสียมารยาทถึงหูจะไม่ได้ยินก็ตาม 

เขาไม่เคยรู้สึกไร้ค่ามากเท่าตอนที่คริสพาเขาไปทานข้าวกับรุ่นน้องแล้วทั้งสองคนก็นั่งคุยกันสนุกสนาน ทิ้งเขาเอาไว้ในความเงียบ จมอยู่กับความน้อยใจ ความเสียใจที่ทำได้แค่เฝ้ามอง

เพราะอี้ชิงคนนี้มันเป็นคนพิการยังไงหละ... จะไปสู้อะไรกับคนที่สดใสคุยเก่งแบบเธอคนนั้น... คริสไม่ได้เพิ่งเป็นแบบนี้แต่เป็นมาตลอดที่คบกันแต่เพิ่งจะมาหนักขึ้นเอาตอนหลังที่คบกันเหมือนทิ้งขว้าง ไม่มีเสียง ไม่มีตัวตนจนเหมือนกับตายไปแล้ว...


มันทำให้เขารู้สึกด้อยค่าในตัวเองที่เกิดมาเป็นคนพิการ ที่แม้แต่คำว่ารักก็พูดไม่ได้ แม้แต่เสียงหัวเราะยังไม่มี เวลาที่คริสเล่นเปียโนให้ฟังก็ไม่ได้ยิน...ทั้งๆที่เป็นแฟนของเขาแต่คริสกลับต้องไปเล่นให้คนอื่นฟัง

เขาไม่เคยเกลียดคริส... ไม่เคยโทษแฟนหนุ่ม... คนที่อี้ชิงเกลียดคือตัวเขาเอง.. เกลียดที่เป็นใบ้ เกลียดที่ตัวเองหูหนวก เกลียดความซื่อบื้อโง่เง่าของตัวเองเต็มทนจนอยากจะตายไปให้พ้น ทุกครั้งที่พยายามออกเสียงหน้ากระจกแต่ไม่เป็นผลมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะอ้วก ร้องไห้ออกมาตัวสั่นงันงกแต่ไม่เคยมีใครได้ยิน บางทีมันอาจเป็นคำสาปจากพระเจ้าที่สาปให้อี้ชิงรับรู้แต่สิ่งที่ตัวเองคิด และอยู่ตัวคนเดียวไปชั่วชีวิต.....






โครม!!!


มือเล็กปัดขาตั้งรูปวาดและเก้าอี้วางสีล้มระเนระนาดไปคนละทิศทางโดยที่ไม่สนใจว่ารูปที่ตั้งใจวาดขึ้นมานั้นมันจะเลอะเปรอะเปื้อนยังไง ฝ่ามือกำแน่นอย่างทรมานปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบหน้าโดยที่ไม่คิดจะเช็ดมันออก อี้ชิงอยากจะกรีดร้องระบายความเสียใจในอกแต่ก็ทำไม่ได้ แม้แต่เสียงร้องไห้ยังไม่มี ทำไมถึงได้ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียวอีกแล้ว...  

กำลังจะมีคนใหม่ใช่ไหม แม้แต่จะโทรไปถามก็ยังทำไม่ได้ ทำไมจาง อี้ชิง ถึงได้ไร้ค่ามากขนาดนี้นะ... คนอย่างเขาสมควรจะได้รับความรักจากใครด้วยหรอ....
ถึงจะพยายามไม่คิดมากแต่มันทำไม่ได้เลย ยังไงซะก็คริสไม่เคยผิด คนที่ผิดคืออี้ชิงเอง ผิดที่เกิดมาพิการ...



















____________________________________________________________________________


















เดี๋ยวกลางวันมารับไปกินข้าวนะ


แผ่นกระดาษโพสท์ อิท สีเหลืองถูกแปะไว้ที่หัวเตียง เป็นข้อความที่เขียนเป็นลายมือของคนที่เขารู้จักดีเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อคืนคนตัวสูงกลับมาที่บ้านแต่ก็ไม่คิดจะปลุกเขาหรือบางทีอาจจะเมา อี้ชิงเดาว่าคริสคงจะเห็นภาพวาดและเก้าอี้ถาดสีต่างๆล้มระเนระนาดในห้องทำงานของเขาเลยกะจะไถ่โทษด้วยการพาไปกินข้าววันนี้ แต่มันไม่ใช่ทางออกเลยสักนิด อี้ชิงไม่ต้องการออกไปในที่ๆคนเยอะๆเขาแค่อยากให้คริสอยู่กับเขา...แค่สองคน...ที่บ้านก็พอ...

ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเช้าแล้วอีกชั่วโมงนึงคริสจะพักเที่ยงคงจะมารับเขาทันทีเพราะคริสไม่เคยผิดคำสัญญา ตอนนี้ก็คงทำได้แค่อาบน้ำแต่งตัวรอ แล้วก็จัดการงานบ้านเล็กๆน้อยๆไปพลางๆรอเวลา อี้ชิงจัดการดึงกระดาษสีเหลืองเก็บลงลิ้นชักหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดข้อความเพื่อที่จะส่งไปทักทายคนตัวสูงแทนการที่เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้คุยกันเลย เมื่อส่งข้อความเสร็จเรียบร้อยอี้ชิงเลือกที่จะไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนแล้วค่อยออกมาจัดการอย่างอื่น เขาวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไปทำธุระส่วนตัว








หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จ เขากวาดบ้านถูบ้านไปแล้วตอนนี้ห้าโมงสิบนาทีอีกสักพักคริสก็คงจะมาถึงอี้ชิงจึงเดินไปหยิบกระเป๋า MCM ในห้องมาวางทิ้งไว้ที่โซฟา คริสไม่ได้ตอบกลับข้อความ เขาคิดว่าคนตัวสูงอาจจะกำลังมาเลยไม่ได้ตอบอะไร แต่ไม่ทันจะได้เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าประตูบ้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของอี้ฟานที่เดินยิ้มหน้าระรื่นเข้ามาในบ้านพร้อมกับช่อดอกไม้อันใหญ่ 

ถ้าให้เดาอี้ชิงคิดว่าคริสคงจะรู้ว่าเมื่อคืนตัวเองทำให้เขาโกธรจริงๆเลยไถ่โทษด้วยช่อดอกไม้และการพาออกไปทานอาหารข้างนอก เขาทำได้แต่ยิ้มรับด้วยความดีใจ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ใจชื้นขึ้นมาได้หลายขุม คริสยังน่ารักเสมอและไม่เคยทำผิด เป็นแค่เขาเองที่คิดมาก...เป็นจาง อี้ ชิงที่เอาแต่ระแวงเพราะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง...












พวกเขาพากันขับรถออกมานั่งกินข้าวไกลถึงชานเมืองแถมคริสยังอู้งานไม่ยอมเข้าไปบริษัทตอนบ่ายอีกด้วย แต่อย่างว่า  คริสเป็นถึงประธานบริษัทจะทำไม่ทำก็มีเลขาคอยช่วยงานอยู่แล้ว หลังจากที่พวกเขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะแต่ก็ยังไม่มีใครได้แตะสักทีเพราะเอาแต่เถียงกันด้วยภาษามือพัลวันเรื่องที่คริสกลับบ้านดึกเมื่อคืนจนคนตัวสูงต้องย้ายมานั่งฝั่งเดียวกันและเอาแต่กอดรัดแล้วก็ชิงหอมแก้มจนเขาต้องยอมแพ้แล้วนั่งกินข้าวกันไปเงียบๆในที่สุด


พออิ่มท้องก็พากันไปเดินเล่นต่อที่สวนสาธารณะใกล้ๆร้านอาหาร เดินวนไปวนมาจนเริ่มเหนื่อยได้ที่ คนตัวสูงเลยบอกว่าจะเดินกลับไปซื้อน้ำที่สวนอาหารแล้วปล่อยให้เขานั่งรอที่ม้านั่งดูอะไรตออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่อยู่ๆโทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นมาทำให้อี้ชิงต้องยกขึ้นมาดู แน่นอนว่ามันไม่ใช่โทรศัพท์ของเขาแต่เป็นโทรศัพท์ของคริสที่เอามาถ่ายรูปด้วยกัน 

บางทีอาจจะเป็นลูกค้าหรือใครโทรมาติดต่อธุระถึงเขาจะรับแทนก็ไม่ได้ยินอยู่ดีเลยกดเงียบไปแทน แต่ทว่าพอสายตัดไปสักพักเพียงไม่นานก็โทรมาใหม่อี้ชิงสังเกตุเห็นสายเรียกเข้าเป็นชื่อ ‘Hunney’ คงไม่มีใครบันทึกชื่อลูกค้าเป็นคำแสลงค์ที่แปลว่าที่รัก....


อี้ชิงหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่าเจ้าของโทรศัพท์มาหรือยังแต่เมื่อไม่เห็นใครจึงกดเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้สายตัดอัตโนมัติเป็นครั้งที่สองก่อนที่ข้อความจากระบบและข้อความของคนที่ชื่อ
‘Hunney’ จะส่งมาอีกครั้ง มันน่าแปลกที่คนติดต่อธุระจะส่งข้อความมาทั้งๆที่คุยกันผ่านการสนทนาน่าจะรู้เรื่องมากกว่า เขาเลยตัดสินใจปลดล๊อคโทรศัพท์และเปิดอ่านข้อความทันทีโดยที่ไม่รอขออนุญาติเจ้าของเครื่อง




ที่นัดไว้ทำไมไม่มา นี่15นาทีแล้ว ตกลงจะเอายังไง



นัดไว้อย่างนั้นหรอ? คริสคงจะนัดใครเอาไว้แต่ดูจากคำพูดที่ใช้กันไม่น่าใช่ลูกค้าหรือพนักงานแต่เป็นภาษาเหมือนที่คนสนิทใช้กันมากกว่า  ส่วนไอ้คำว่าตกลงจะเอายังไง มันฟังดูหาเรื่องเหมือนกับหล่อนไม่ค่อยพอใจยังไงอย่างงั้น ที่สำคัญคริสไม่มีเพื่อนผู้หญิง ถึงมีทุกคนก็รู้จักเขาหมดและไม่มีใครกล้าพูดจาหาเรื่องไร้มารยาทแบบนี้กับคริสสักคน เธอเป็นใครกัน...นี่เป็นคำถามเดียวที่อี้ชิงนึกออกในหัวก่อนที่โทรศัพท์จะสั่นอีกครั้งเป็นการเตือนข้อความเข้า เขารีบเปิดดูทันทีอย่างไม่รอช้า



โทรมาด้วย คิดถึง หรืออยู่กับเมียกันแน่? จะเบี้ยวนัดหรอ



อี้ชิงกดปิดข้อความทิ้งไปเพราะเขาไม่อยากจะอ่านมันอีก  โทรมาด้วย... คิดถึงอย่างนั้นหรอ... ประโยคที่แสดงถึงความหึงหวงอย่างที่เขียนมาว่า หรืออยู่กับเมียกันแน่ ผู้หญิงที่ไหนที่กล้าแสดงออกว่าหึงหวงขนาดนี้...คิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว..

คนที่คริสยอมให้วุ่นวายกับชีวิตขนาดนี้คงจะคุ้นเคยกันน่าดู
คุ้นเคยขนาดจะพูดว่าคิดถึง...แสดงอาการหึงหวง... ทำไมคริสถึงไม่บอกเธอไปว่ามีนัดกินข้าวกับเขาไปจนถึงเย็น จะบอกว่าลืมเหตุผลมันก็งี่เง่าไปหน่อย คงจะบอกไม่ได้มากกว่า
...บอกไม่ได้ว่ามีนัดกินข้าวกับแฟนเพราะว่าหล่อนคงจะเป็นแฟนอีกคนของคริสเหมือนกัน...


สัมผัสเย็นๆที่ข้างแก้มทำให้อี้ชิงสะดุ้งก่อนจะหันไปเห็นขวดน้ำเปล่าที่คริสยกมันแนบแก้มเขา มือขาวยกขึ้นรับขวดน้ำก่อนจะยกโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายเห็นข้อความเตือนสายไม่ได้รับ คริสขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วรับมันไปปลดล็อคก่อนจะกดโทรออกทันที 

เพียงไม่นานคนตัวสูงก็เริ่มสนทนาด้วยสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับเดินมานั่งข้างๆเขา ถึงจะไม่ได้ยินแต่ดูจากท่าทางแล้วเหมือนจะเทลาะอะไรกันสักอย่าง คริสเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่แต่สักพักก็ปรับสีหน้าเป็นปกติก่อนจะยิ้มแล้วก็หัวเราะออกมา


คงจะเคลียส์กันจบแล้ว...

มันสนุกนักหรือไงการที่โทรคุยกับใครหัวร่อต่อกระซิกกับผู้หญิงอื่นผ่านทางโทรศัพท์ทั้งๆที่เขานั่งอยู่ตรงนี้ มันคงตื่นเต้นมากที่มีแฟนหูหนวกเลยคุยกับผู้หญิงอื่นต่อหน้าซะเลยเพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางได้ยิน เห็นอี้ชิงคนนี้เป็นตัวตลกที่พูดไม่ได้ เลยไม่แม้แต่จะแคร์ความรู้สึก ถ้านัดคนอื่นไว้จะพาเขาออกมาข้างนอกทำไม ทิ้งเอาไว้ที่บ้านเหมือนที่เคยทำนั่นแหละ อย่างน้อยอี้ชิงก็จะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระและส่วนเกินแบบนี้


หัวใจมันเจ็บปวดไปหมดจนรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวน้ำตาจวนเจียนจะไหลให้ได้ ถ้าขืนทนนั่งอยู่ตรงนี้เขาคงจะได้ร้องไห้กลางผู้คนจำนวนมาก 


เฮ้อ... จาง อี้ชิงน้อยใจอีกแล้ว...


ทุกครั้งที่คริสคุยโทรศัพท์และหัวเราะกับคนอื่นมันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นปมด้อยในใจที่ไม่สามารถพูดคุยกับแฟนตัวเองได้ ไม่สามารถได้ยินเสียงหัวเราะ อี้ชิงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกสูบลงไปในโลกที่เงียบงันเพียงคนเดียว มันอาจจะดูเห็นแก่ตัวแต่เขาไม่ชอบให้คริสคุยกับใครเวลาที่เขานั่งอยู่ด้วย มันทำให้เขารู้สึกเกลียดความพิการของตัวเอง...



อี้ชิงเอื้อมมือไปกระตุกชายสูทสีดำสนิทเรียกให้อีกฝ่ายหันมาสนใจก่อนจะขยับปากเป็นคำว่า กลับกันเถอะซึ่งคริสก็พยักหน้าเข้าใจ คนตัวสูงพูดอีกกับปลายสาย2-3ประโยคพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วคว้ามือเขาให้ลุกขึ้นเดินกลับไปที่รถด้วยกัน เขายกมืขึ้นขยับเป็นภาษามือถามว่า ใครคริสก็ตอบกลับมาด้วยคำว่า เพื่อนสั้นๆแค่นั้นอี้ชิงก็ไม่กล้าถามอะไรอีก เพราะดูท่าทางคริสเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่



เมื่อเดินกลับมาถึงรถอี้ชิงก็จัดการหยิบไวท์บอร์ดในกระเป๋าขึ้นมาเขียนอักษรภาษาจีนลงไปแล้วหันให้คริสดูแทนที่จะใช้ภาษามือ เป็นการสื่อถึงเจตนาที่ชัดเจนกว่า


กลับบ้านได้ไหม? ไหนๆก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว


คริสหันหน้ามาอ่านประโยคบนกระดานก่อนจะยิ้มออกมาแต่กลับส่ายหน้าแล้วขยับปากเป็นคำพูดแทน วันนี้มีนัด

สีหน้ากับคำพูดชั่งต่างกันริบรับ... จะยิ้มทำไมในเมื่อคำตอบฉีกความหวังของเขาไม่เป็นชิ้นดี... บางทีวันนี้ที่คริสลาหยุดช่วงบ่ายอาจจะเพราะนัดกับเธอคนนั้นเอาไว้ ระหว่างรอถึงเวลานัดก็โยนเศษเวลาเหลือๆมาให้ จาง อี้ชิง เพราะคริสคงไม่คิดจะอยู่กับเขาทั้งวันตั้งแต่แรกเหมือนที่เขาคิดเอาไว้ ทำไมเขาถึงได้คิดเข้าตัวเองมากขนาดนี้นะ...

มือที่กำปากกาไวท์บอร์ดตกลงข้างตัวก่อนที่อี้ชิงจะเก็บกระดานลงกระเป๋าแล้วนั่งไปเงียบๆในขณะที่คริสเอื้อมมือไปเปิดเครื่องเล่นเพลงแล้วขยับปากพึมพำอะไรไปคนเดียว ไม่คิดจะหันมาคุยกับเขา.... ก็แน่หละทั้งเสียงเพลงและเสียงนักร้องมันน่าสนใจและเพลิดเพลินมากกว่าการนั่งคุยกับคนใบ้เป็นใหน....


อี้ชิงเกลียดตัวเองจนรู้สึกขยะแขยงเลยหละ...













รถคันหรูจอดนิ่งเมื่อถึงที่หมายอี้ชิงหยิบถุงอาหารที่สั่งกลับมาจากร้านก่อนจะเปิดประตูลงจากรถแต่ถูกคนตัวสูงฉุดแขนไว้เลยหันกลับไปมอง คริสกำลังพูดว่า ไม่ต้องรอ อาจจะกลับช้าแล้วก็ปล่อยมือ ส่วนเขาก็เดินลงรถแล้วมองตามรถสีดำที่เคลื่อนตัวออกไป พลันน้ำตาที่กักเก็บเอาไว้ก็ไหลลินออกมาราวกับเขื่อนแตก

อารมณ์ดีมากใช่ไหมที่ได้ออกไปไหนมาไหน? ออกไปเที่ยวไปพูดคุยพบปะกับผู้คนมากมายเพราะเขาคนนี้มันน่าเบื่อ จาง อี้ชิง มันซื้อบื่อ หูพิการ พูดไม่ได้ เป็นแค่ไอ้ใบ้ตัวตลกที่ไม่กล้าเอาออกไปเจอเพื่อนฝูง คริสคงจะอายที่เขามันไม่สมประกอบ อี้ชิงเป็นคนที่ถูกกำหนดให้อยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่แรกและไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเพราะหูหนวกจากกรรมพันธ์รักษาไม่ได้



ทำไมนะ...น่าจะตายไปซะก่อนที่จะเกิดมา...







ประตูบ้านถูกเปิดและปิดลงช้าๆแข้งขาของเขารู้สึกอ่อนแรงอาจจะเพราะเพลียหรือเสียใจ ไม่อยากนึกว่าตัวเองจะร้องไห้จนหน้ามึดแต่มันกำลังเกิดขึ้น อี้ชิงคนนี้กำลังเสียสติเพราะชายคนรัก น่าตลกสิ้นดี ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเป็นไข้อ่อนๆบ้างแต่ไม่คิดว่าจะเป็นขนาดหน้ามึดขนาดนี้ พอตั้งสติได้เลยลองลุกนั่งอีกครั้งแต่ปรากฏว่ามึนหัวไปหมดจนล้มลงก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไปต่อหน้า...





ตื้ด....




แรงสั่นที่ต้นขาจากโทรศัพท์ทำให้คนตัวเล็กเริ่มรู้สึกตัว ดวงตาเรียวรีเปิดขึ้นช้าๆภาพตรงหน้าเบลอเล็กน้อยพอกระพริบตาถี่ๆภาพก็กลับมาชัดเจน จาง อี้ชิงยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ในหัวหนักอึ้งจนแทบจะระเบิด โทรศัพท์หยุดสั่นไปแล้วเขาเห็นกับข้าวยังนอนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู 

นาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาตีหนึ่งกว่าๆทั้งบ้านมืดสนิทเพราะเขายังไม่ได้เปิดไฟทั้งข้างในและนอกบ้าน พอเริ่มพยุงตัวขึ้นก็เวียนหัวแทบจะอ้วกจนต้องใช้มือยันกำแพงคลำทางไปเปิดสวิซต์ไฟหน้าบ้านและกลางห้องโถงอีกดวงจนไฟจ้าขึ้น

ตอนนี้ตีหนึ่งกว่าๆคริสยังไม่กลับบ้านเหมือนทุกที คำว่าช้าที่ว่าก็คงจะหมายถึงเช้าเหมือนเมื่อวาน เขาเดินโงนเงนปล่อยถุงอาหารทิ้งไว้หน้าบ้านไปเข้าห้องทำงานเพื่อที่จะได้วาดรูปสงบจิตใจ เขาปิดประตูกระจกเดินเข้าไปในห้อง 

กลิ่นสีน้ำมันกับกลิ้นกระดาษทำให้อี้ชิงรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนทั้จะนึกไดว่าเมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้าจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่สั่นเมื่อครู่ขึ้นมาดู ข้อความจากเบอร์แปลกที่มีไฟล์รูปแนบมาด้วยทำให้เขากดเปิดอย่างลังเล...


รูปของคริสที่ถอดเสื้อหมดเหลือแต่กางเกงแสล็คสีดำตัวดียวเอนตัวลงไปกอดทับผู้หญิงผมสีทองสว่างบนโซฟา คริสทำท่าเหมือนจะจูบเธอหรืออะไรซักอย่างโดยที่ผู้หญิงคนนั้นใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นโอบรอบคอโดยมีผู้ชายที่นั่งบนโซฟาตัวถัดไปทำหน้าเหมือนกำลังเชียร์ให้ทั้งคู่จูบกัน
รู้สึกคล้ายกับหัวถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อันใหญ่ขอบตาร้อนผ่าวไปหมด 


ดูจากบรรยากาศคริสคงจะไปกินเหล้าสังสรรค์ แต่การที่ไปทำอะไรแบบนี้กับคนอื่นมันหมายความว่ายังไงหรอ อี้ชิงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ถึงเขาจะหูหนวกแต่ตาไม่ได้บอด ใครเป็นคนส่งรูปมา ต้องการอะไรอย่างนั้นหรอ? อยากจะให้เขาเห็นภาพนี้เพื่ออะไรกัน



อี้ชิงกำลังร้องไห้... ร้องไห้จนตัวงอไปหมด น้ำตาไหลนองเต็มหน้า เขาไม่มีสิทธิ์พูดไม่มีสิทธิ์ได้ยินอะไรทั้งนั้น มือเล็กกดหมายเลขที่จำได้แม่นยำก่อนจะกดโทรออก เพียงไม่ถึงสิบวินาทีตัวเลขนับวินาทีการสรทนาก็เริ่มนับ คริสรับโทรศัพท์แล้ว


 เขายกมันขึ้นแนบหูถึงจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยก็ตาม...แค่อยากให้อีกฝ่ายได้ยิน...อยากให้คริสได้ยินเสียงร้องไห้ของเขา... ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคริสเป็นคนรับโทรศัพท์หรือป่าวแต่ก็ยังคงร้องไห้ไปเงียบๆด้วยความเจ็บปวดหัวใจโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ พอยกโทรศัพท์ออกมาดูก็ปรากฏว่าอีกฝ่ายวางไปแล้ว






คงจะไม่ได้ยินสินะ.....ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของ จาง อี้ชิง...




คริสไม่ผิด....ไม่เคยผิดเลยสักครั้งเดียว เพราะอี้ชิงคนนี้เองที่หัวเราะไม่ได้ บอกรักไม่เป็น เพราะเขามันไร้ประโยชน์ไม่เคยมีปากเสียงในชีวิตประจำวันที่อยู่ด้วยกัน ไม่เคยอ้อนด้วยเสียงน่ารักๆ ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่คนปกติ ไม่ได้เรียนสูงและร่ำรวยหรือได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ เป็นแค่คนพิการไร้ค่าที่จะอยู่หรือตายก็ไม่มีใครสน


ทำไมกันนะ...ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่าความพิการของตัวเองเป็นปมด้อยเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ ไม่เคยคิดว่าต้องมีใครมาสนใจอี้ชิงก็อยู่คนเดียวได้ แต่ทำไมถึงได้ร้องไห้และน้อยใจโชคชะตาเพราะแค่คนๆเดียว อาจเป็นเพราะคริสมาทำให้เขารู้สึกมีค่าก่อนที่จะทอดทิ้งทั้งๆที่ถ้าปล่อยเขาเอาไว้แต่แรก อี้ชิงก็พร้อมจะฝ่าฟันชีวิตบัดซบด้วยเรี่ยวแรงของตัวเองเท่าที่พอมี



เพราะอี้ชิงคนนี้งี่เง่า น่าเบื่อ และสารพัดคำพูดดูถูกตัวเองที่ประเดประดังเข้ามาในสมอง โทรศัพท์ในมือถูกปล่อยลงพื้นก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบพู่กันเบอร์ใหญ่ในโหลดินเผา กำมันไว้แน่นด้วยความเจ็บปวดทั้งหมด จาง อี้ชิงรู้สึกเกลียดและขยะแขยงตัวเองจนแทบบ้า 



ทำไมถึงไม่ได้ยิน...

เสียงของคริส....

ทำไม!!!



ปลายพู่กันแหลมๆถูกแทงเข้าไปในรูหูอย่างแรงก่อนที่จะถอนออกมาแล้วกระทุ้งเข้าไปอีกครั้งเต็มแรง รู้สึกเจ็บจี้ดในรูหูอย่างหนักเสียงวี๊ดดังในสมองก่อนที่จะรู้สึกเวียนหัวแทบอ้วก เขาไม่สามารถทรงตัวนั่งบนเก้าอี้และร่างกายล้มลงในที่สุด มันเจ๊บจี้ดสุดขั้วหัวใจเหมือนรูหูจะระเบิดคงเป็นเพราะเยื่อแก้วหูฉีกขาด ในหัวมีทั้งเสียงวี้ด 

เสียงเหมือนจั๊กจั่น ดังอยู่ในหัวก่อนจะอื้ออึงเหมือนอยู่ใต้น้ำ อี้ชิงใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดหูด้วยความทรมานเลือดจำนวนมากไหลออกมาและย้อยลงแก้ม เขารู้สึกเวียนหัวไปหมด จนสุดท้ายทุกอย่างก็ดับวูบ สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ที่กระพริบวาบขึ้นมา....












____________________________________________________________________________











ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

เสียงเครื่องวัดความดันยังคงทำงานในห้องเงียบๆ ฝ่ามือหนาบีบแน่นด้วยความกังวล หัวใจของ อี้ฟานว้าวุ่นยุ่งเหยิงจนคิดอะไรไม่ออก อี้ชิงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมีผ้าพันแผลสีขาวพับรอบจากศรีษะไปที่ปลายคางเพื่อกันไม่ให้เลือดไหล 

คริสแทบจะคลั่งตายเมื่อเขามองเห็นร่างของคนรักนอนล้มอยู่ในห้องทำงานมีเลือดไหลอกจากรูหูและรูจมูกไม่หยุดแถมปลายพู่กันที่เปลื้อนเลือดก็ตกอยู่ไม่ไกล แต่ก่อนจะได้คิดอะไรเพื่อนที่กลับไปบ้านด้วยกันก็ตรงเข้าไปอุ้มร่างคนรักของเขาแล้วพาไปที่รถเพื่อที่จะนำส่งโรงพยาบาล อี้ชิงเข้าห้องฉุกเฉินไปทันทีทั้งเขาและเพื่อนสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง 

ทุกคนน่าซีดพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาแกล้งเล่นกันหรือป่าวถึงขนาดทำให้แฟนเพื่อนเป็นอันตรายหรือว่ามันเป็นอุบัติเหตุ


ทันทีที่คุณหมอเข็นร่างอี้ชิงออกมาจากห้องฉุกเฉินไปไว้ห้องพิเศษคริสก็รีบปลี่ตัวเข้าไปถามอาการทันที หมอบอกว่าอี้ชิงโดนอะไรแทงเข้าที่หูอย่างแรงทำให้เยื่อแก้วหูขาดแต่ที่แย่กว่าคือความดันในหูไม่เท่ากันทำให้ร่างกายน๊อคทันทีแถมอาจไม่หายตลอดชีวิต 

อี้ชิงอาจจะทรงตัวได้ไม่ดีเหมือนเก่า หมอเดาเอาว่าเป็นอุบัติเหตุแต่กับคริสมันไม่ใช่เลย..


เขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคริสจะไม่รู้อี้ชิงคิดมากเรื่องปมด้อยของตัวเองขนาดไหน แต่เป็นเพราะเขาเองที่ไม่ใส่ใจ เป็นคริสเองที่ละเลยที่จะดูแลเอาใจใส่คนรักจนเกิดเรื่องขึ้นมา

เพื่อนทุกคนที่มาด้วยกันยืนเศร้าสลดเมื่อเห็นเพื่อนตัวสูงกำลังร้องไห้จับมือแฟนเอาไว้แน่น เพราะความทะเล้นไม่รู้เวล่ำเวลของพวกเขาทำให้คนบาดเจ็บถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล...


“คริส... กูขอโทษ...” เซฮุนหรือเจ้าของเบอร์ Hunney ที่อ่านว่า ฮุนนี่ เอ่ยขึ้น เขาเป็นคนถ่ายรูปนั้นส่งให้อี้ชิงเอง ส่วนคนที่ถ่ายรูปกับคริสก็เป็นแฟนของเขาที่ชื่อลู่ฮัน เซฮุนไม่รู้ว่าอี้ชิงหูหนวกและเป็นใบ้...

ขาแค่กะว่าจะส่งรูปไปแล้วให้แฟนคริสโทรมาด่าโชว์กลางวงเพื่อนเฉยๆ แล้วก็จะพาลู่ฮันไปขอโทษปรับความเข้าใจที่บ้านเพราะรูปนั้นลู่ฮันเป็นคนล๊อคคอคริสลงมาเอง ที่จริงเซฮุนรู้สึกแปลกตั้งแต่ตอนที่แฟนคริสโทรมาแต่ไม่พูดอะไรแล้ว

ตอนแรกก็นึกว่างอนแต่พอเห็นคริสรีบร้อนพวกเขาก็เลยตามกลับมาที่บ้านด้วยแล้วกลายเป็นว่าเรื่องราวกลับแย่กว่าที่คิด ทั้งเขา ลู่ฮัน และเพื่อนคนอื่นๆที่ยุยงก็รู้สึกแย่เหมือนกันหมด ไม่นึกเลยว่าแฟนของคริสจะคิดมากขนาดทำร้ายตัวเอง


“กูก็ขอโทษว่ะ” ลู่ฮันเอ่ยเบาๆอย่างรู้สึกผิด  เขากำลังคิดว่าถ้าในบ้านมีปืนอี้ชิงอาจจะยิงตัวเองตายไปแล้วก็ได้ ทำไมพวกเขาถึงได้เล่นอะไรแรงขนาดนี้

“ไม่เป็นไร..” คริสไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากเตียง เขาไม่ได้โกธรเพื่อนๆ ที่จริงอี้ชิงคงไม่ได้หึงหวงอะไรเรื่องนั้นมากเท่ากับรู้สึกเป็นปมด้อยในตัวเองมันเหมือนกับเชื้อเพลิงจำนวนมากที่ถูกจุดติดด้วยประกายไฟเล็กๆ 

คริสรู้ตัวดีมาตลอดว่าอี้ชิงรู้สึกด้อยค่าเวลาที่เขาไม่ใส่ใจ แต่เขาก็ยังทำมันซ้ำๆเพราะเป็นพฤติกรรมเคยชินทั้งการคุยโทรศัพท์กับคนอื่นต่อหน้าทั้งๆที่รู้ว่ามันจะทำให้อี้ชิงรู้สึกแย่ ใหนจะเช่าหนังที่ไม่มีซับภาษามาดูด้วยกันเพราะแค่เขาอยากจะดู รวมทั้งพาอี้ชิงไปกินข้าวกับรุ่นน้อง หรือเลขาที่ทำงานแล้วก็ลืมตัวเอาแต่พูดกับคนอื่น


อี้ชิงพูดไม่ได้...แต่ไม่ได้แปลว่าจะสื่อสารไม่รู้เรื่อง อี้ชิงไม่เคยบอกว่าไม่ชอบอะไร ไม่เคยบอกว่าโกธร งอน หรือเสียใจ เขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงคนรักร้องไห้นอกจากคราบน้ำตาบนหมอนและที่หางตา 

ทั้งๆที่เขารู้อี้ชิงว่าเป็นคนคิดมากทุกอย่างทุกการกระทำแต่ก็ยังปล่อยปะละเลย จนตอนนี้คริสคาดเดาไม่ได้เลยว่าอี้ชิงคิดอะไรไปถึงไหนต่อไหน ทำไมรุนแรงถึงขนาดคิดทำร้ายตัวเอง มันคงเป็นความเจ็บปวดที่สะสมมาเป็นเวลานาน



 คริสไม่คิดโทษใคร...นอกจากตัวเองที่ทำหน้าที่คนรักได้ไม่ดีพอ...



“เชิญญาติคนไข้พบคุณหมอด้านนอกด้วยนะคะ” พยาบาลเดินเปิดประตูชโงกหน้าเข้ามาพูดก่อนจะหายออกไป คริสปล่อยมือคนรักไว้บนเตียงแล้วเดินออกไปด้านนอกท่ามกลางสายตาเป็นห่วงและเป็นกังวลของเพื่อนๆ เขาเดินออกมาเห็นคุณหมอยืนจดอะไรสักอย่างในมือก่อนจะเงยหน้าแล้วส่งยิ้มให้เขา


“ญาติคนไข้ไช่ไหมครับ”


“ครับ”


“อาการเยื่อแก้วหูขาดไม่มีอะไรมากแล้วนะครับแค่ต้องหยอดยาแล้วก็กินยาตามที่หมอสั่ง ส่วนเรื่องความดันก็ต้องทานยาอย่างเคร่งครัด มาตรวจความดันตามกำหนดแล้วค่อยฝึกกายภาพบำบัดไปเพราะบางทีคนป่วยอาจจะไม่สามารลุกนั่งปุ่บปั่บเหมือนเมื่อ่กอนได้ ก็ต้องค่อยๆปรับตัวไป ส่วนตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้ว ก็ตามนี้นะครับ” 

คุณหมอพูดจาฉะฉานอธิบายทุกเรื่องให้เข้าใจอย่างไม่ต้องถามต่อ แค่รู้ว่าอี้ชิงปลอดภัยคริสก็รู้สึกเหมือนกับยกภูเขาทั้งลูกออกไปจากอก


“ครับ”

“แล้วก็ที่ว่าเป็นหูหนวกตั้งแต่กำเนิดเนี่ย หมอแค่อยากแนะนำว่าที่อเมริกามีการรักษาแล้วนะครับ ปลูกประสาทการรับฟังที่เนื้อเยื่อในหู เพราะหมอดูแล้วประสาทการได้ยินที่สมองเขาปกติดีแต่เป็นที่รูหูเท่านั้นเอง ที่เกาหลีเทคโนโลยียังเข้ามาไม่ถึง ถ้ามีทุนทรัพย์อยากจะรักษาก็ลองติดต่อที่เคาท์เตอร์ยาเดี๋ยวหมอจะเขียนใบส่งตัวให้”

“มันจะได้จริงๆหรอครับ?!” คริสถามอย่างแปลกใจ เพราะอี้ชิงไม่ได้พิการเพราะอุบัติเหตุแต่เป็นมาตั้งแต่เกิด ถ้าจะให้รักษาก็คงยากในความคิดของเขา

“ครับ ส่วนประสาทที่สร้างไม่สมบูรณ์เป็นที่ตัวรับเสียงในรูหูไม่ใช่ที่สมอง ไม่ต่างจากคนที่เสียประสาทจากอุบัติเหตุยังรักษาได้ ส่วนเรื่องตั้งครรถ์หมอ...”

“หื้อ? อะไรนะ” คริสขัดขึ้นเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินอะไรผิดเกี่ยวกับอะไรตั้งครรถ์สักอย่าง
“ครับ คุณ เอ่อ...จาง อี้ชิงใช่ไหม? ผมออกเสียงถูกใช่ไหม เขาตั้งครรถ์อ่อนๆมา21สัปดาห์แล้ว กำลังเข้าช่วงแพ้ท้องหนัก คุณเป็นแฟนเขาใช่หรือป่าว?” คุณหมอเหล่ตามองคริสเพื่อให้มั่นใจว่าเขากำลังพูดด้วยถูกคน ซึ่งคนตัวสูงพยักหน้าทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าหมอล้อเล่นหรืออ่านแฟ้มประวัติผิดคนกันแน่


“ครับ เขาตั้งครรถ์ ถ้ามีอาการเป็นไข้ อาเจียนหรืออารมณ์แปรปรวนไม่ต้องแปลกใจผ่านเดือนหน้าไปก็หมดช่วงแล้ว แต่ถ้าสงสัยว่าท้องได้ยังไงก็ลองอ่านใบปลิวนี้ จะฝากครรถ์กับโรงพยาบาลเลยก็ได้เดี๋ยวจะมีพยาบาลเอายามาให้ก็บอกเค้า ก็เท่านี้แหละครับ ไม่มีอะไรแล้ว” คุณหมอหนุ่มปิดแฟ้มพร้อมกับยื่นแผ่นพับสีสดใสให้กับคริสเป็นแผ่นพับในหัวข้อ การตั้งครรถ์ในเพศชายเขารับมันมาอย่างงงๆพยักหน้าให้หมอเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้วก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้อง


“เป็นยังไงบ้างวะ” ชานยอลเพื่อนตัวสูงที่ติดรถมากับวงเหล้าถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“แฟนกูท้องว่ะ...” คริสขมวดคิ้วแน่นแล้วนั่งลงบนโซฟาพรางพลิกแผ่นพับในมือไปมาอ่านคร่าวๆซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างจากการตั้งครรถ์ในผู้หญิงเท่าไหร่ เพียงแต่เกิดขึ้นในเพศชาย

“ทำอีท่าไหนวะ...” เซฮุนสบถอย่างอึ้งๆ เขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแต่ไม่คิดว่ามันจะมาเกิดกับคนใกล้ตัวขนาดนี้

“ชั่งมันเหอะ” คริสวางใบปลิวไว้บนโซฟาก่อนจะลุกเดินไปหาอี้ชิงบนเตียงอีกครั้ง เขาแอบสังเกตุเห็นเปลือกตาเล็กขยับถี่ๆเหมือนกำลังแกล้งหลับเลยหันไปไล่เพื่อนให้ออกไปข้างนอกให้หมดก่อนจะเขย่าคนตัวเล็กเบาๆ

อี้ชิงลืมตาทันทีพร้อมกับหันไปมองที่โซฟา เมื่อไม่พบใครจึงเหลือบตาขึ้นมามองเขา คริสทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกผิดมันแน่นอกไปหมด สุดท้ายก็ยกฝ่ามือเล็กๆนั้นขึ้นมาจูบที่หลังมือแทนคำขอโทษแล้วก้มลงไปจูบหน้าผาก ไล่มายังปลายจมูกและริมฝีปาก 

เมื่อผละใบหน้าออกมาเขาเห็นอี้ชิงหลุบตาต่ำเหมือนพยายามหนีสายตา หัวใจของคริสเจ็บปวดเหมือนกับถูกบีบอย่างแรง เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางเรียวให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตาก่อนจะพูดออกเสียงว่า

“พี่ขอโทษนะ”
คริสมั่นใจว่าอี้ชิงจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแต่คนทำไมคนตัวเล็กถึงได้เบี่ยงหน้าหนีเหมือนไม่อยากคุยด้วย มันเหมือนกับจะทำให้คริสใจขาดลงไปทุกที...


 











 
พี่ขอโทษนะ

คริสกำลังพูดคำนี้...แต่มันไม่จำเป็น เพราะคริสไม่เคยผิด ไม่จำเป็นต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น เป็นจาง อิ้ชิงเองที่เกลียดตัวเองจนทำร้ายตัวเองไม่เป็นท่า เขามันคนน่าสมเพช..

จะได้รักษาหูแล้วนะ

คริสพูดอีกครั้งด้วยสีหน้ามีความหวัง เขาไม่มั่นใจว่าที่ว่ารักษาหูหมายถึงบาดแผลวันนี้หรืออาการหูหนวก อี้ชิงยกมือขึ้นไปสัมผัสใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับรูปปั้นแกะสลักที่บรรจงสร้างโดยพระเจ้า ทำไมคนที่หล่อแบบนี้ถึงได้มาหลงรักเขานะ แถมยังเป็นคนที่ใจดีมาก ทนคบกับเขามาก็ตั้งนานหลายปี เขาเคยตอบแทนอะไรผู้ชายคนนี้บ้างนะ... 


กลียดตัวเองจัง


ไปรักษากันที่อเมริกา เราจะได้ยินเสียงพี่คราวนี้คริสใช้ภาษามือทำท่าทางที่ที่เขาแปลความได้ว่าให้ไปรักษาหูที่อเมริกาแล้วเขาจะได้ยินเสียง พอได้ยินเช่นนั้นดวงตาที่หมองเศร้าก็เบิกกว้าง เขาขยับปากออกมาอย่างลืมตัวซึ่งคริสก็พยักหน้าเป็นการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง คนตัวสูงเอนกายลงมากอดร่างของ จาง อี้ชิงเต็มแรง


ถ้ารักษาจะได้ยินเสียงคริสใชไหม... จะพูดได้ใช่ไหม...  จะได้ฟังเสียงปียโนที่คริสเล่น เขาไม่อยาจะจินตนาการถึงความไพเราะของมัน ไม่อยากนึกว่าเสียงของคริสจะเป็นยังไงจะฟังดูหล่อแค่ใหนแล้วก็เสียงของเขาเอง... มันน่าตื่นเต้นไปหมด ความหวังที่หายไปกำลังจะกลับคืนมา พร้อมกับความรักและความเชื่อมั่นในตัวเอง...

แต่ว่ามีอีกเรื่องนึงคริสเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเขาแต่คราวนี้คนตัวสูงไม่ได้ใช้ภาษมือหรือภาษาปาก แต่กลับชูแผ่นพับกระดาษในมือชี้นิ้วไปที่แผ่นพับแล้วก็ชี้มาที่ท้องเขาก่อนจะยิ้มร่าด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด

การตั้งครรถ์ในเพศชายหมายความว่ายังยังไง... คริสอยากจะมีลูกอยากจะมีลูกอย่างนั้นหรอ

พี่อยากมีลูก?เขาขยับปากมุบมิบพร้อมกับเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถามคำถามแต่คนตัวสูงส่ายหน้าก่อนจะอ้าปากพูดชัดๆช้าๆทีละคำ




อี้กำลังท้อง....


















 









 

เป็นเวลากว่าสามอาทิตย์ที่อี้ชิงต้องใส่ที่ปิดหูเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงวี้ดๆวิ้งๆในรูหู ตั้งแต่ที่ย้ายตัวจากโรงพยาบาลมาที่อเมริกาอี้ชิงก็ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ประสาทที่เยื่อแก้วหู ตอนนี้เหลือแค่รอให้มันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพถึงจะถอดที่ครอบหูออก คริสย้ายตัวเองมาบริหารงานเองชั่วคราวประจำสาขาที่นิวเจอร์ซีย์อย่างไม่มีกำหนดจนกว่าเขาจะหายดีและกลับเกาหลี
ชีวิตของจาง อี้ชิง เริ่มกลับสู่สมดุลย์อีกครั้ง ความขี้น้อยใจเริ่มหายไปเมื่อหมดช่วงแพ้ท้อง เขาแท้งลูกเมื่อสัปดาห์ก่อนแต่คุณหมอบอกว่าเป็นธรรมดาเพราะร่างกายของผู้ชายยังไม่วิวัฒนาการพอจะรองรับเด็กขนาดรอให้คลอดได้ 


คริสเสียใจนิดหน่อยแต่ไม่นานก็ทำใจได้เพราะหมอบอกว่ายังไม่เคยมีผู้ชายที่ตั้งท้องแล้วเด็กอยู่ได้เกิน เดือนเลย อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์หละมั้ง จากเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้อี้ชิงได้รู้ว่าที่จริงแล้วคริสไม่เคยไปไหนเลย แต่เพราะความงี่เง่าของเขาเองนั่นแหละที่คิดมากและเอาแต่ใจ ยังไงซะตอนนี้ชีวิตเขาก็มีความสุขดีอยู่แล้ว


ตอนนี้อี้ชิงได้แต่เดินวนไปวนมาในห้องตรวจรอคริสและคุณหมอมาที่ห้องเพราะวันนี้เป็นวันที่นัดเปิดหู เป็นวันที่เขาต้องมาลุ้นว่าการรักษาจะได้ผลหรือไม่ แต่จะได้หรือไม่ได้ยังไงก็คงต้องหาทางรักษากันต่อไป แค่เขารู้ว่ามันรักษาได้ก็ดีใจเหลือเกินแล้ว


ประตูสีขาวถูกเปิดออกพร้อมกับคุณหมอชาวยุโรป2-3คนและแฟนหนุ่มของเขา ด็อกเตอร์เอดิสันเดินเข้ามาส่งยิ้มให้พร้อมกับผายมือไปยังเก้าอี้สีขาวที่ตั้งอยู่กลางห้องเป็นเชิงให้นั่งลง จากนั้นพยาบาลสาวและคุณหมอวอลเลซก็เดินมาตรงหน้าแกะผ้าพันรอบๆกรอบใบหน้าออก หัวใจของจาง อี้ชิงลุ้นระทึกตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก

คุณหมอยิ้มให้เขาอีกหนึ่งครั้งก่อนจะค่อยๆแกะที่ครอบหูออกพร้อมกับสำลีและผ้าอะไรต่างๆนาๆ
เสียงอื้อเสียงหวีดในหูเริ่มหายไป ด็อกเตอร์เอดิสันยกมือขึ้นดีดนิ้วใกล้ๆหูของเขาดัง “เปาะ” ก่อนที่จะดีดอีกข้างนึงเป็นเสียงแบบเดียวกัน





ได้ยินแล้ว...เสียงแรกที่ได้สัมผัสในชีวิต...



คุณหมอวอลเลซพูดอะไรสักอย่างที่ฟังไม่เข้าใจก่อนที่คริสจะสื่อสารกับเขาเป็นภาษามือว่า “ได้ยินที่เธอพูดไหม” อี้ชิงรีบพยักหน้ารัวอย่างตื่นเต้น ทั้งด็อกเตอร์ ผู้ช่วยและพยาบาลปรบมือดีใจกันใหญ่ที่รักษาเครสนี้สำเร็จ ด็อกเตอร์หันไปพูดอะไรสักอย่างกับคริสก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากห้องไปเหลือแค่คนตัวสูงที่เดินมานั่งคุกเข่าต่อหน้าเขาแล้วยกใช้สองมือประคองใบหน้าก่อนพูดอะไรบางอย่างออกมา


“ได้ยินเสียงพี่ไหม...”


อี้ชิงไม่รู้ว่าคริสพูดว่าอะไร แต่เสียงของผู้ชายตรงฟังดูสงบนิ่ง นุ่มนวล ทุ้มต่ำและเป็นเสียงที่เพราะที่สุดเท่าที่ได้ยินมาในชีวิต เสียงแรกของ อู๋ อี้ฟาน... เขาเอื้อมมือไปจับใบหน้าของคนรัก อี้ชิงไม่รู้จะต้องออกเสียงยังไงถ้าเขาต้องการจะสื่อว่าเขาได้ยินแล้วในสิ่งที่คนตรงหน้าพูดแล้ว คริสล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดพิมพ์ข้อความลงไปในโน้ตแล้วยกขึ้นโชว์ให้ดู


ออกเสียงตามที่พี่พูดนะ


อี้ชิงพยักหน้ารัว ในขณะที่คริสเองก็ดีใจจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ อยากได้ยินเสียงอี้ชิงไวๆใจจะขาด คนตัวสูงกระแอมในคอหนึ่งทีเป็นการเทสต์เสียงก่อนจะพูดออกมาช้าๆ

“อี้....ฟาน” คริสพยายามอ้าปากกว้างๆเพื่อที่คนตัวเล็กจะได้เลียนแบบได้ง่ายๆ เขาเห็นอี้ชิงกระแอมในคอตามเขาอย่างน่ารักก่อนจะขยับปากพูดออกมา


“อี.....วาน..”

ฟังดูไม่ดีเท่าไหร่แต่เสียงของอี้ชิงน่ารักมากจริงๆ ถึงเจ้าตัวจะพยายามดัดมันให้เสียงเข้มตามเขาแต่ฟังยังไงก็ดูน่ารักมากกว่าจะเรียกว่าน่าเกรงขราม เสียงแรกของคนรักที่ได้ยินทำเอาคริสน้ำตาปริ่ม หลังจากนี้จะได้บอกรักเสียที...คำว่ารักที่คริสอยากพูดให้คนตรงหน้าฟังมากที่สุด

“คริส” คริสลองเปลี่ยนคำพูดให้สั้นลงเผื่อว่าอีกคนจะพูดได้ง่ายขึ้นโดยที่ลืมไปว่าการออกเสียง ฟอ เสียง ซอ ถือเป็นเรื่องยากในการฝึกพูดครั้งแรก

“คิ...” น้ำเสียงเล็กๆที่ฟังดูไม่เป็นสัปปะรดทำเอาคริสหลุดขำออกมาเสียงดังก่อนจะโน้มตัวไปจูบริมฝีปากอวบอิ่มด้วยความหมันเขี้ยว ขนาดพูดไม่ได้ก็รักจะตายอยู่แล้วนี่ถ้าได้ยินเสียงแบบนี้ทุกๆวันคริสคงจะหลงจาง อี้ชิงชนิดไม่เป็นอันทำอะไร เขาไม่อยากนึกเลยว่ามันจะน่ารักขนาดไหนถ้าได้ยินคำว่า “พี่คริส” จากปากอี้ชิง

ต่อไปคงเป็นเขาที่ต้องสอนให้คนตัวเล็กหัดพูด คริสจะไม่ส่งอี้ชิงไปเรียนโรงเรียนเด็ดขาด ไม่งั้นก็สียโอกาสดีๆที่จะได้ฟังคำพูดน่ารักๆก่อนที่อี้ชิงจะพูดเป็นกันพอดี คริสลบข้อความเก่าที่พิมพ์ไว้ในโน๊ตก่อนจะใส่ประโยคใหม่ลงไปแล้วยกให้คนตรงหน้าดูอีกครั้ง

ตั้งใจฟังที่พี่จะพูดต่อไปนี้นะ


“..........................”

“รัก..อี้ชิง...อี้ฟาน....รัก...จาง...อี้ชิง....”

ว่าแล้วก็ก้มลงจูบปาก จาง อี้ชิง ด้วยความรักสุดหัวใจ คริสรอวันนี้มาตลอด วันที่จะได้บอกรักอี้ชิงให้อีกฝ่ายได้มั่นใจในความรู้สึกของเขา ไม่ว่ายังไงคริสก็ยังรักอี้ชิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดได้หรือไม่ คริสแค่ต้องการให้คนตรงหน้าได้ฟังคำพูดของเขา

“ระ.....รัก...รัก....อี่...อี้...ฟวาน...”


คริสหัวเราะออกมาทั้งน้ำตากอดคนตรงหน้าเอาไว้แน่น ทำไมถึงได้น่ารักแบบนี้นะ เป็นคำบอกรักที่ไม่สมบูรณ์แต่กินใจและทำให้เขาตรึงไปหมด น่ารักจนอยากจะเก็บเอาไว้คนเดียว ไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงนี้เด็ดขาด


“ต่อไปนี้พี่จะสอนให้อี้พูดเอง...”



















เป็นเวลาสองเดือนแล้วที่คริสโยนงานทั้งหมดให้เลขาทำ เขาแค่เซ็นเอกสารสบายๆอยู่บ้านกับแฟน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ตบโบนัสให้เธออย่างงดงามเป็นการตอบแทนความขยัน เดือนหลังมานี้อี้ชิงเริ่มอ่านออกเสียงถูกต้องและสะกดถูก แถมยังพูดเป็นประโยคได้ด้วย 

แน่นอนว่าเขาเป็นคนสอนเอง คริสชอบเวลาที่อี้ชิงทำหน้าเหมือนจะนึกคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นสีหน้าที่น่ารักอย่าบอกใคร แต่ที่ชอบที่สุดคือเวลาที่อี้ชิงพูดเหมือนเสียงกระซิบบ้างก็ทำเสียงงุ้งงิ้งเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำแล้วก็ทำมือประกอบไปด้วย หลายครั้งที่จนตัวเล็กพูดยังไม่ทันจบประโยคคริสก็ชิงกอดชิงหอมไปซะก่อน


พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ที่คริสลอบสร้างไว้ในตอนที่เขาเอาแต่บอกว่าไม่ว่าง นั่นก็เพราะแอบมาดูบ้านบ่อยๆ คริสจัดการเองทั้งหมด ทั้งออกแบบเลือกอุปกรณ์ เลือกทำเลที่ดินถึงขนาดเรียกเพื่อนเก่าอย่างเซฮุนที่ย้ายไปอยู่จีนกับแฟนให้กลับมาเป็นคนคุมงานก่อสร้างให้ เรียกได้ว่ากำชับเองทุกตารางนิ้วตั้งแต่ต้นสน ต้นซากุร ต้นนั่นนี่อะไรต่างๆสุดแต่จะสันหามาประดับเท่าที่จะคิดว่าอี้ชิงชอบ


“สวย...ต้นไม้..สวย” คนตัวเล็กใช้ตูดดินสอเคาะไปบนประตูเลื่อนกระจก ชี้ไปที่ต้นเมเปิ้ลด้านนอกที่เริ่มผลัดใบสีเหลืองแก่ร่วงลงตามพื้นแถมต้นแปะก๊วยและต้นซากุระก็ยังผลัดใบไปทั่วบริเวณบ้านอีกต่างหาก


“ชอบไหม เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว” คริสขยับตัวไปชิดอีกฝ่ายกดคนตัวเล็กจนติดกระจกแล้วสอดมือเข้าไปกอดเอวบางเอาไว้


“ชอบ...ใบไม้...ร่วง”


“ฮ่ะๆ ต้องพูดว่าฤดูใบไม่ร่วงสิ” คริสกดปลายจมูกโด่งหอมฟอดลงบนแก้มเนียนเต็มแรง คริสชอบเวลาที่อี้ชิงพูดไม่เป็นประโยคมากกว่าประโยคสมบูรณ์เสียอีก มันน่ารักเหมือนกับเด็กเพิ่งหัดพูดไม่มีผิด


“อื้อ นั่นแหละ” อี้ชิงไม่ได้ตอบอะไรแต่ยังเคาะกระจกไม่เลิก คริสสัญญาว่าถ้าทำงานที่ให้เสร็จจะให้ออกไปข้างนอก ตอนนี้เหลือแค่

หัดผันคำที่ต้องเปลี่ยนเสียงไม่กี่หน้าก็จะได้ออกไปเล่นแล้ว


“วันนี้บอกรักพี่หรือยัง หื้อ?”


“อื้อ~ พูดทุกวันแหละ” อี้ชิงตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เรียกเสียงหัวเราะจากคนตัวสูงได้อย่างดี ไปหัดต่อปากต่อคำมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ร้ายจริงๆแม่กระต่ายคนนี้


“งั้นวันนี้ก็พูดให้ฟังอีกสิ นะ”


“อื้อ... รักพี่คริส อี้ชิงรักพี่คริส...”
คริสสาบานได้ว่าเขาไม่เคยได้ยินคำบอกรักของใครน่ารักน่าฟังมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ตอนนี้อี้ฟานลุ่มหลงจาง อี้ชิงมากกว่าอะไรเสียอีก เป็นชีวิตที่วิเศษจริงๆ แต่คราวนี้คริสสัญญากับตัวเองแล้วว่าไม่ว่าอี้ชิงจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ถ้าอยู่ด้วยกันสองคนคริสจะไม่รับโทรศัพท์ใครเด็ดขาด 

จะไม่พาใครไปกินข้าวด้วยเพราะเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าการทำแบบนี้ต่อให้เป็นคนธรรมดาก็จะไม่ชอบเหมือนกัน คริสกลัวจับใจว่าวันนึงอี้ชิงจะคิดมากจนทำร้ายตัวเองขึ้นมาอีก แต่มันอาจโชคไม่ดีและทำให้คนตัวเล็กจากไปตลอดการ ถ้าเกิดวันนั้นขึ้นคริสจะเป็นยังไงหนะหรอ? 

เขาคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าต้องเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไป แต่ยังไงตอนนี้เมื่อมันยังมาไม่ถึงเขาคงทำได้แค่ดูแลคนรักให้ดีที่สุดในแต่ละวันเพื่ออนาคตข้างหน้า มันอาจฟังดูยิ่งใหญ่โอเวอร์แต่ตัวเขาได้พิสูจน์แล้วว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาความรักของคริสที่มีให้อี้ชิงไม่เคยลดน้อยลงเลย...


เป้าหมายต่อไปคือตั้งท้องและมีลูกโดยที่เขาต้องขยันทำบ่อยๆเพื่อสร้างครอบครัวและเจ้าตัวน้อยให้เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ







“พี่ก็รักอี้นะ รักมากที่สุดในชีวิตเลย....














2 ความคิดเห็น:

  1. หลงเข้ามาแล้วกลับออกไปไม่ได้ค่า

    ภาษาสวยมาก บรรยายแล้วนึกภาพออกเลย

    อ่านทีแรกแอบอยากฆ่าเฮีย ทำยังงี้กับชิงชิงได้ยังไง แต่ดีที่เป็นการเข้าใจผิดกัน 555

    ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านกันนะคะ

    ตอบลบ
  2. ตัวว ตั้งครรภ์เขียนแบบนี้นร้าา ใช้ ภ์ ไม่ใช่ ถ์
    แต่เนื้อเรื่องสนุกมากเลย อ่านตอนแรกสงสารอี้ชิง รู้สึกดีที่จบแบบHappy Ending ปล.อยากเห็นตอนอี้ชิงมีลูกแล้วจังเลยย

    ตอบลบ